ขยายหน้าจอ
  • 3403เข้าชม
  • 7ตอบกลับ

วันเด็ก.. ให้เด็กเดินตามใคร [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์จั่นเจา
 
เฉพาะโพสต์แรก ลำดับปกติ 0*  โพสต์เมื่อ: 2010-01-07
http://202.44.55.51/gpsea_org/images/tui/s2.jpg



วันเด็ก   ให้เด็กเดินตามใคร
แม่ตั้งวงไพ่   พ่อตั้งวงเหล้า
ชกกันเหมือนมวยตู้วันเสาร์
ตีศอกโยนเข่า  เอาให้ตายให้ตาย
 
     เสียงด่า   ไม่ต้องหาคําแปล
     ด่าพ่อล่อแม่   ก็ปู่ย่าตายาย  
     ห้ามปรามเดี๋ยวจะถูกเลขท้าย
เป็นเรื่องผู้ใหญ่     ผัวเมียตีกัน
 
ดีกันก็รวมหัวใช้เรา   ใช้ไปซื้อเหล้าใช้ดูต้นทาง
ทําตัวให้เด็กดูตัวอย่าง   ลูกไม้ไม่ห่างจากโคนต้นไม้
 
     วันเด็ก   เราเป็นเด็กเกเร
     เพราะสังคมโปเก   มีผู้ใหญ่นําเรา
     สร้างเธคให้เด็กได้โยกบั้นเด้า
ดมยาดื่มเหล้า   เอาให้เมาเช็ดดิน

ลูกหลาน   ต้องคืบคลานลงเหว
อนาคตเลวๆ   ก็ผู้ใหญ่ตัวดี
คําขวัญเขียนกันได้ทุกปี
เผื่อผู้ใหญ่บ้างซิ สมดุลกัน


        *   อันว่าคําขวัญเท่าที่ฉันผ่านมา
             เปรียบเหมือนตัวยาซีม่าโลชั่น
             แต่สังคมวันนี้แย่ยิ่งกว่าสังคัง
             เขียนให้เด็กได้ฟังมันก็ยังไม่พอ
 
**   พ่อกับแม่คือยา  ปู่กะย่า  ตายาย
     และผู้หลักผู้ใหญ่   มีความหมายทุกคน
     อย่าปล่อยเด็กเดินชน โดยตามลําพัง
     เพราะสังคมสังคัง   ยังไม่สมประกอบ
 
         เด็ก   เด็ก   (เด็ก   เด็ก)
         ต้องโตเป็นผู้ใหญ่   (โตเป็นผู้ใหญ่)
         อนาคตฝากไว้    (อนาคตฝากไว้)
         ในกํามือเด็กๆ    (ในกํามือเด็กๆ)
         ถูกมอมเมาตั้งแต่เล็ก
         ผู้ใหญ่หลอกเด็ก   เราจะแก้ที่ใคร
         เราจะแก้ที่เด็กหรือแก้ที่ผู้ใหญ่
         เราจะแก้ที่ใคร   เราจะแก้ที่ใคร
         แก้ที่ผู้เด็กหรือแก้ที่ผู้ใหญ่
         เราจะแก้ที่ใคร   เราจะแก้ที่ใคร

                      (ซํ้า *, **)
 
มีวันเด็ก   ก็ต้องมีวันผู้ใหญ่
ที่ก่อกรรมทําร้าย  เด็กไทยวันนี้
นําอะไรนําในทางที่ดีเด็กๆ   สมัยนี้  หูไวตาไว
 
       วันผู้ใหญ่   เขียนให้เริ่ดเลยว่า
       ให้ตั้งหน้าตั้งตา   ทําแต่คุณความดี
       อย่ากอบโกย   กินกันมากนักซิ
       เด็กๆ  สมัยนี้...  นั้นแทบไม่มียัดปาก



เพลงวันเด็ก โดย....  คาราบาว
อัลบั้ม  ประชาธิปไตย  พ.ศ. 2529

http://www.chiangmainews.co.th/images/web/20.gif
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
>>> เว็บทำดีเข้าไม่ยาก แค่พิมพ์ค้นคำว่า "ทำดี" ที่ Google.com ก็เจอแล้ว <<<
ออฟไลน์จั่นเจา
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 1*  โพสต์เมื่อ: 2010-01-07

คน ทุกคนมีหน้าที่ต้องทำ แม้เป็นเด็กก็มีหน้าที่อย่างเด็ก คือศึกษาเล่าเรียน หมายความว่า จะต้องเรียนให้รู้วิชา ฝึกหัดทำการงานต่าง ๆ ให้เป็น อบรมขัดเกลาความประพฤติและความคิดจิตใจให้ประณีต ให้สุจริต แจ่มใส และเฉลียวฉลาดมีเหตุผล เพื่อจักได้เติบโตขึ้นเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถและประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง.


พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ่าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
พระราชทานเพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็ก ประจำปี 2535

>>> เว็บทำดีเข้าไม่ยาก แค่พิมพ์ค้นคำว่า "ทำดี" ที่ Google.com ก็เจอแล้ว <<<
ออฟไลน์จั่นเจา
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 2*  โพสต์เมื่อ: 2010-01-07
บุตรธิดา คือ กระจกเงาของพ่อแม่


หากคุณเอาดอกไม้ใส่มือให้เด็ก
           เขาจะกลายเป็นคนจิตใจงดงาม

หากคุณเอาความรักใส่มือให้เด็ก
           เขาจะกลายเป็นคนเปี่ยมเมตตา

หากคุณเอาเหตุผลใส่มือให้เด็ก
           เขาจะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์

หากคุณเอาหนังสือใส่มือให้เด็ก
           เขาจะกลายเป็นปัญญาชน

หากคุณเอาธรรมะใส่มือให้เด็ก
           เขาจะกลายเป็นคนดี

หากคุณเอานิสัยแห่งการให้ใส่มือให้เด็ก
           เขาจะกลายเป็นคนมีจิตสำนึกสาธารณะ

หากคุณเอาสมบัติผู้ดีใส่มือให้เด็ก
           เขาจะกลายเป็นสุภาพบุรุษ/สุภาพสตรี

หากคุณเอาดนตรีใส่มือให้เด็ก
           เขาจะกลายเป็นคนอารมณ์ดี

หากคุณเอาธรรมชาติใส่มือให้เด็ก
           เขาจะกลายเป็นคนรักความสงบ

หากคุณเอาความก้าวร้าวใส่มือให้เด็ก
           เขาจะกลายเป็นอันธพาล

หากคุณเอาความตามใจใส่มือให้เด็ก
           เขาจะกลายเป็นลูกบังเกิดเกล้าจอมอหังการ

หากคุณเอาเงินใส่มือให้เด็ก
           เขาจะกลายเป็นคนมักง่าย

หากคุณเอาปืนใส่มือให้เด็ก
           เขาจะกลายเป็นฆาตกร

หากคุณเอาวัตถุแพงๆ ใส่มือให้เด็ก
           เขาจะกลายเป็นคนยึดติดวัตถุนิยม

หากคุณเอาความรักสบายใส่มือให้เด็ก
           เขาจะกลายเป็นคนหยิบโหย่งอ่อนแอ

หากคุณเอาความไม่รับผิดชอบใส่มือให้เด็ก
            เขาจะกลายเป็นคนสูญเสียสามัญสำนึก

หากคุณเอาความริษยาใส่มือให้เด็ก
            เขาจะกลายเป็นคนที่ขาดความสงบสุขในชีวิต

หากคุณเอาแต่วิชาชีพใส่มือให้เด็ก
            เขาจะกลายเป็นคนสมองโตแต่ใจตีบ

ในฐานะที่เป็นพ่อและแม่
           ทุกวันนี้คุณเอาอะไรใส่มือให้เด็กๆ ของคุณ ?


ว.วชิรเมธี
>>> เว็บทำดีเข้าไม่ยาก แค่พิมพ์ค้นคำว่า "ทำดี" ที่ Google.com ก็เจอแล้ว <<<
ออฟไลน์จั่นเจา
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 3*  โพสต์เมื่อ: 2010-01-07
“ว.วชิรเมธี” บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ธรรมะ หนังสือ ปัญญา และการพัฒนามนุษย์” โดยท่านได้ให้ข้อคิดไว้ว่า

“เด็กๆ ทุกคนก็คือ เพชรนิลจินดาที่รอการเจียระไน ครู พ่อแม่ ชุมชน คือนายช่างเจียระไน โดยศักยภาพทางสติปัญญาของเด็กไม่ว่าจะประเทศไหน มีศักยภาพไม่ต่างกัน รอเพียงนายช่างจะเป็นผู้เจียระไน”

“สิ่งที่เด็กได้พบเจอในวัยเด็ก ถ้าพ่อแม่ครูได้เห็น ก็จะพบยอดคนได้ตั้งแต่เด็ก แต่คนส่วนใหญ่มักไปดึงแววเด็ก ทุกสิ่งที่เด็กแสดงตั้งแต่เด็ก คือ อัจฉริยภาพในอนาคต ซึ่งถ้าไม่เป็นอัจฉริยภาพก็จะเป็นตรงข้าม”


   " เราจงเป็นหยดน้ำใสเพียงคนละหนึ่งหยดที่มารวมตัวกันทำความดี เพราะถ้าเราปล่อยให้น้ำใสหนึ่งหยดอยู่โดดเดี่ยว สักวันเขาจะท้อถอยและระเหยไปเพราะแดดจัด ลมแรง แต่ถ้าเรามารวมกันและไหลไปในทางที่ถูกต้อง เราจะไปรวมกันเป็นมหาสมุทร..มหาสมุทรแห่งความดี"


>>> ว.วชิรเมธี

>>> เว็บทำดีเข้าไม่ยาก แค่พิมพ์ค้นคำว่า "ทำดี" ที่ Google.com ก็เจอแล้ว <<<
ออฟไลน์จั่นเจา
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 4*  โพสต์เมื่อ: 2010-01-07
ปุจฉา

ระยะนี้เห็นโฆษณาทางโทรทัศน์อยู่ชุดหนึ่ง นำเพลง  “เด็กเอ๋ยเด็กดี” มาร้องและทำดนตรีใหม่ เป็นภาพเด็กๆ น่ารักทั้งห้องเรียนร้องเพลงพร้อมกัน ดูแล้วชื่นหัวใจ ทำให้คิดถึงการเรียนการสอนในโรงเรียนสมัยก่อนที่ให้ความสำคัญกับวิชาศีลธรรม หรือวิชาหน้าที่พลเมืองมาก ไม่ทราบเดี๋ยวนี้วิชาดีๆ อย่างนั้นยังมีอยู่หรือไม่ และขอถามต่อไปอีกประเด็นหนึ่งว่า ในเมื่อรัฐกำหนดว่า เด็กดีต้องมีคุณธรรม 10 อย่าง แล้วถ้าเราจะกำหนดคุณธรรมให้ผู้ใหญ่สัก 10 อย่าง, อย่างนั้นบ้าง จะได้หรือไม่?





วิสัชนา พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
วิชาหน้าที่พลเมือง หรือวิชาศีลธรรมในเวลานี้เข้าใจว่าคงเป็นของแสลงสำหรับการศึกษาไทยไปแล้ว เพราะผู้บริหารการศึกษาของไทยบางยุคสมัย พยายามจะกีดกันศาสนาออกจากโรงเรียนโดยไปได้แนวคิดนี้มาจาก สหรัฐอเมริกาซึ่งไม่เน้นการสอนศาสนาในโรงเรียนเพราะเกรงเด็กจะขัดแย้งกัน เนื่องจากสหรัฐเป็นประเทศที่พลเมืองมีความแตกต่างหลากหลายทางศาสนา ภาษา วัฒนธรรม สูงมาก กอปรกับเขามีภูมิหลังในทางไม่ดีนักกับศาสนาจักรมาแต่เดิมที่เป็นสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน

ดัง นั้นศาสนาจึงเป็นของแสลงสำหรับการจัดการศึกษาในสหรัฐอเมริกาแต่ในสังคมไทย ซึ่งไม่ได้มีภูมิหลังแบบนั้นเพราะพุทธศาสนาไม่เคยบีบคั้นใครให้ต้องยอมรับ นับถือ และคนไทยส่วนใหญ่ก็เป็นชาวพุทธกันแทบทั้งประเทศอยู่แล้ว แต่นักการศึกษาไทยที่ไปดูงานการศึกษาเมืองนอก บางยุคสมัยอยากอินเทรนด์ตามประเทศที่อ้างว่าเจริญแล้ว ก็เลยลดความสำคัญของวิชาศาสนา และศีลธรรมออกไป แล้วเน้นหนักไปทางวิชาชีพ จนในที่สุดวิชาหน้าที่พลเมือง วิชาศีลธรรมก็หายไป ช่วงเวลาที่วิชาเหล่านี้หายไป ก่อผลเสียกับประเทศไทยขนาดไหน ก็ดูพฤติกรรมของนักการเมืองไทยในวันนี้เอาเถิด ชั้นแต่จะแยกคำว่า ขันติคือ ความอดทน ออกจากคำว่า หน้าด้านยังต้องรอให้ศาลกฤษฎีกามาตีความเลยยิ่งคำสำคัญๆ ที่เคยเป็นลมหายใจของคนในยุคก่อน อย่างคำว่า สุภาพบุรุษหรือ ความมีเกียรติ, ความมีศักดิ์ศรี, ความละอายแก่ใจคำเหล่านี้กลายเป็นคำโบราณแล้วสำหรับยุคนี้


ยุคนี้ถ้าจะให้เท่ ดูมีรสนิยมวิไล อินเทรนด์ และภูมิฐาน คนไทยต้องพูดคำว่า CEO,BIG BOSS, GOOD GOVERNANCE, MANAGEMENT, FTA, STRATEGY, VISION, INTERNET หรือไม่ก็ SWOT และ/หรือ GET OUT คำเหล่านี้คือเหตุปัจจัยที่ทำให้คำดีๆ อย่างทศพิศราชธรรม, จริยธรรม, ความรู้จักพอ, ความมีเหตุผล, ความรู้จักประมาณตน, ความกตัญญู ความมีจิตสำนึกสาธารณะ, ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ฯลฯตกหล่นหายไปจากมโนธรรมของสังคมไทย

ทุกวันนี้ แม้จะมีวิชาพุทธศาสนาอยู่ในโรงเรียน แต่เด็กๆ ก็ได้เรียนกันเพียงสัปดาห์ละคาบหรือสองคาบเท่านั้นเอง ส่วนวิชาภาษาอังกฤษนั้น สัปดาห์หนึ่งจัดให้เรียนกันเต็มที่ และเริ่มสอนกันตั้งแต่อนุบาลเพื่อที่เด็กไทยในอนาคตจะได้มีศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีโลก แถมบางทียังจัดฝรั่งไปสอนให้ถึงในโรงเรียนอีกต่างหาก

ส่วนวิชาที่จะทำให้คนเป็นคนดีและมีจรรยาบรรณในการใช้ความรู้นั้น เรียนและสอนกันอย่างขอไปที ครั้นถึงเวลาสอบเอนทรานซ์ก็ไม่กำหนดให้สอบเป็นวิชาหนึ่งต่างหาก ทว่า ใช้วิธีเอาไปบูรณาการ” (ยำ) กับกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ก็ในเมื่อระบบการศึกษาของเราไม่ให้ความสำคัญกับการสร้างคนให้มีคุณธรรมมาตั้งแต่ต้นเสียอย่างนี้แล้ว เด็กของเราที่จะเติบโตขึ้นมารับผิดชอบประเทศชาติบ้านเมืองในอนาคต พวกเขาจะนำพาประเทศไทยไปทางไหน


อีกหน่อยหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางทีอาจต้องมีการเขียนหน้าที่พลเมืองอย่างความกตัญญูรู้คุณแผ่นดินไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อัการก็เป็นได้เพราะทุกวันนี้ คำนี้ก็เริ่มหายไปจากจิตสำนึกของคนไทยและเด็กไทยด้วยเหมือนกัน มิเช่นนั้นแล้วป๋าเปรมก็คงไม่ออกมาย้ำแล้วย้ำอีกเป็นแน่


ส่วนหน้าที่พลเมืองฉบับของผู้ใหญ่นั้นผู้เขียนขอสร้างสรรค์ใหม่โดยใช้วิธีตัดแปลงจากหน้าที่พลเมืองของเด็กๆ ดังต่อไปนี้ (ลองเปรียบเทียบกันดูทีละข้อและร้องคลอตามทำนองของเพลงเดิม)


หน้าที่พลเมืองของเด็กไทย

เด็กเอ๋ยเด็กดี ต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน
1.
นับถือศาสนา
2.
รักษาธรรมเนียมมั่น
3.
เชื่อพ่อแม่ครูอาจารย์
4.
วาจานั้นต้องสุภาพอ่อนหวาน

5. ยึดมั่นกตัญญู
6.
เป็นผู้รู้รักการงาน
7.
ต้องการศึกษาให้เชี่ยวชาญ ต้องมานะบางบั่น ไม่เกียจไม่คร้าน
8.
รู้จักออมประหยัด
9.
ต้องซื่อสัตย์ตลอดกาล น้ำใจนัก กีฬากล้าหาญ ให้เหมาะสมกับกาลสมัยชาติพัฒนา
10.
ทำตนให้เป็นประโยชน์ รู้บาปบุญคุณโทษ สมบัติชาติต้องรักษา เด็กสมัยชาติพัฒนา

จะเป็นเด็กที่พาชาติไทยเจริญ



หน้าที่พลเมืองของผู้ใหญ่ไทย


ผู้ใหญ่เอ๋ยผู้ใหญ่ดี ต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน
1.
เคารพความแตกต่างระหว่างศาสนา
2.
รักษาความจริงให้มั่น
3.
อย่าลบหลู่พ่อแม่ครูอาจารย์ (และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)
4.
วาจานั้นต้องสุภาพอ่อนหวาน
5.
เลิกยึดมั่นในตัวกู
6.
เป็นผู้อยู่อย่างพอเพียง
7.
ต้องเลิกใช้ชีวิตสุ่มเสี่ยงอบายมุข

8. รู้จักเป็นผู้ให้
9.
ต้องฝึกฝนน้ำใจสัตย์ซื่อตลอดกาล น้ำใจนักกีฬากล้าหาญ ให้เหมาะสมกับกาลสมัย ชาติพัฒนา
10.
บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ มีสำนึกในบาปบุญคุณโทษ สมบัติชาติต้องรักษา ผู้ใหญ่สมัยชาติพัฒนา ต้องมีปิยวาจา ไม่โกรธไม่กร้าว ชาติไทยจะรุ่งโรจน์สกาว เมื่อผู้ใหญ่ของเราครองทศพิธราชธรรม
>>> เว็บทำดีเข้าไม่ยาก แค่พิมพ์ค้นคำว่า "ทำดี" ที่ Google.com ก็เจอแล้ว <<<
ออฟไลน์wimaya
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 5*  โพสต์เมื่อ: 2010-01-10
    ดิฉันทำงานเกี่ยวกับเด็กด้วยจิตวิญญาณของความเป็นแม่ผู้ให้ มา 30กว่าปี  เด็กคือ ผ้าสีขาวที่บริสุทธิ์เขาทุกคนอยากเป็นคนดี  อยากประสบความสำเร็จในชีวิต แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ภายใต้จิตใจที่เด็กควบคุมไม่ได้ สิ่งที่พวกเด็กได้แสดงพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ทั้งหลายนั้น เกิดจากผู้ใหญ่ที่ได้แต่งแต้มสีสันให้พวกเขา  ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่คนรุ่นเก่าอย่างพวกเราจะทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ เพื่ออนุรักษ์และสร้างสรรค์ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์อันมีค่าของโลกนี้ไว้  อย่างน้อยก็คนใกล้ตัว ลูก หลานคนในชุมชน  และสังคม  รักพวกเขาด้วยจิตวิญญาณของความเป็นผู้ให้ ผู้ใหญ่ โดยอย่าหวังสิ่งตอบแทนใดๆ  เข้าใจพวกเขา และเชื่อมั่นในตัวเองว่า ท่านสามารถทำให้พวกเขาเป็นคนดีได้ ด้วยสองมือของท่าน  อย่าได้โยนภาระ ไปให้ผู้อื่น หรือ มูลนิธิใดๆ เพราะท่านเท่านั้นที่อยู่ใกล้ตัวเด็กเข้าใจถึง  บาดแผล ภายในที่จิตใต้สำนึกของเขา  และได้โปรดอย่าใช้เด็กเป็นเครื่องมือ ในการแสวงหาผลประโยชน์ เพื่อตนเอง  เพราะเราแค่เพียงใจเย็นรักษาอาการบาดเจ็บสาหัส ของเด็กให้ดีขึ้นประคับประคองให้เข้มแข็ง  สร้างภูมิคุ้มกันให้เขาเหล่านั้น อย่างเข้มแข็งยั่งยืน   เขาก็จะเป็นพลเมืองที่ดีงามและเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มี คุณธรรม   คุณภาพ และสามารถ ที่จะสร้าง คุณประโยชน์ ให้สังคมต่อไป
ออฟไลน์wimaya
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 6*  โพสต์เมื่อ: 2010-01-10
  ถ้า  ดิฉัน  จะเปรียบเด็กๆ  เสมือนต้นไม้   ก็คงจะบอกว่า  ต้นไม้แต่ละชนิด  มีเมล็ดพันธุ์ มาไม่เหมือนกัน บางพันธุ์ดี บางพันธุ์ ไม่ดี  แต่ถ้าถามว่า แล้วเราจะดูแลอย่างไร  ก่อนอื่น เราคงต้องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ก่อน แล้วจึงหาสภาพภูมิอากาศ  ภูมิประเทศที่เหมาะสม  ให้เขาได้ ลงรากยั่งลึกลงดิน พืชบางชนิดชอบดิน ไม่เหมือนกัน อากาศไม่เหมือนกัน และการบำรุงรักษา ก็ไม่เหมือนกัน ใช่ว่าต้นไม้ชนิดใส่ปุ๋ยมากแล้วจะเจริญงอกงาม หรือรดน้ำมากจะ งอกงาม ความพอดีและเหมาะสม เท่านั้นจึงจะทำให้ต้นไม้เจริญงอกงามได้ดีในถิ่นที่เหมาะสมสำหรับเขา
                อาจมีคำถามว่า แล้ว ทำอย่างไร จึงจะรู้ว่า ต้นไม้ชนิดไหน ปลูกอย่างไร  คงเป็นโจทย์ที่คุณต้องกลับไปถามตนเองแล้ว ว่าคุณได้ใส่ใจ ที่จะปลูกต้นไม้ หรือไม่ ตั้งใจที่จะดูแล หรือไม่ ถ้าหากคุณ มีความตั้งใจจริงแล้ว  เรื่องยากจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ  
                และต้นไม้ที่คุณปลูกนั้น ปลูกไปเถอะค่ะ  ปลูกมากๆ  เพราะอย่างน้อยที่สุด คุณไม่ได้ใช้ประโยชน์จาก ต้นไม้ที่คุณปลูก  แต่มันอาจเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ที่อาจนำต้นที่แข็งแรงไปสร้างบ้านเรือน  หรือเก็บเมล็ดผล  ใบ  ไปใช้ให้เป็นประโยชน์
                ดิฉัน หวังว่า  ถึงเวลาแล้วค่ะ ที่เราจะมาช่วย กันปลูกต้นไม้(ที่มีชีวิต) กันเสียทีอย่ารีรอ
ออฟไลน์wimaya
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 7*  โพสต์เมื่อ: 2010-01-10
คำถามจากเด็ก  แม่จ๋า ใครผิด

      พ่อ     ว่า    หนูเลว   เหมือน แม่และญาติทางแม่ ไม่มีดีสักคน
      แม่     ว่า    หนูเลว   เหมือน  พ่อและญาติทางพ่อ
      ครู      ว่า    หนูโง่   นิสัยไม่ดี  เหมือน พ่อแม่  และสิ่งแวดล้อมรอบตัวหนู
      พ่อแม่  ว่า   หนูโง่    เพราะครู  ไม่ดี ไม่ตั้งใจ สอนเด็ก  เป็นแบบอย่างที่ไม่ดี
      ตำรวจ  ว่า   หนูสร้างความเดือดร้อนให้บ้านเมือง  เพราะครูและพ่อแม่สอนมาไม่ดี
      นักวิจัย  ว่า  พวกหนูไม่ดี  เพราะไปดื่มนม วัว นมสัตว์
     นักสังคมสงเคราะห์ ว่าหนูไม่ดี   เพราะ สื่อมีอิทธิพลต่อตัวหนูมาก
     ภิกษุ ว่า  พวกหนูไม่ดี  เพราะ ขาด ศีลธรรม
           และอีกมากมายหลายคำถาม  ที่เขาเฝ้าถามช่างเป็นกระจกที่ใสบริสุทธิ์ ส่องตัวเราโดยแท้
ใครผิด  ต่างก็โยนภาระให้ผู้อื่น รับผิดชอบ   ทุกคนต้องการรับความชอบ   และไม่ต้องการรับความผิด
             ทุกอย่าง มีที่มาที่ไป มีปัจจัยทำให้เกิด พฤติกรรมสิ่งต่างๆตามมา เด็กเหล่านี้มีปัญหาเพราะอะไร  ใครหยิบยื่นสิ่งต่างๆให้พวกเขา  แล้วมีวันเด็กเพื่ออะไร ให้ความสำคัญพวกเขาเหล่านั้นถูกทางแล้วหรือ  การให้สิ่งของ เป็นเพียงชั่วคราว  หันมาให้ความรัก แก่เด็กด้วยจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ด้วยกัน  ทุกวัน ทุกเวลาน่าจะดี  อย่าเพิ่งเบื่อ และรำคาญพวกเขาเลยนะ  
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด200 ตัวอักษร
 
ถอยกลับ ถัดไป