ขยายหน้าจอ
  • 835เข้าชม
  • 4ตอบกลับ

15 เคล็ดลับต้อนรับ “ลมหนาว" [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์arocha
 
เฉพาะโพสต์แรก ลำดับปกติ 0*  โพสต์เมื่อ: 2009-11-19
เพื่อร่างกายที่แข็งแรง        
ฤดูหนาวที่กำลังมาเยือนอาจทำให้หลายคนเจ็บไข้ได้ป่วย หรือผิวแห้งแตกลอกได้ง่ายๆ นะคะ วันนี้มีเคล็ดลับดูแลสุขภาพให้คุณพร้อมสู้กับลมหนาวในปีนี้มาฝากค่ะ
 

          1.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้เพียงพอและครบหมู่ ดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่ตรากตรำทำงานหนักจนเกินไป

 

          การรักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรงจะช่วยให้คุณพร้อมสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่พบได้บ่อยในฤดูหนาว เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ รวมถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่เกรงกันว่าจะระบาดระลอกที่ 2 ด้วย

 

          2.หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และยาเสพติดต่างๆ เนื่องจากจะทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม เท่ากับเพิ่มโอกาสที่จะติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

 

          3.อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก หลีกเลี่ยงสถานที่ชุมชนที่แออัดยัดเยียด โดยเฉพาะหากมีการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่

 

          4.ล้างมือบ่อยๆ เพราะอาจไปสัมผัสเชื้อโรคที่ติดอยู่ตามสิ่งของต่างๆ เช่น ลูกบิดประตูราวบันได ปุ่มลิฟต์ โทรศัพท์สาธารณะ เป็นต้น

 

          5.หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย และไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จานชาม ช้อนส้อม

 

          6.หากป่วยแล้วมีอาการไอหรือจาม ควรมีผ้าปิดปากและจมูก หรือสวมหน้ากากอนามัย

 

          7.ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด อาการจะกำเริบได้ง่ายในฤดูนี้ นอกจากอากาศเย็นที่เป็นสาเหตุโดยตรงแล้ว ก็อาจเนื่องมาจากฤดูหนาวจะมีฝุ่นมาก หรืออากาศหนาวทำให้เราต้องนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาอยู่ร่วมกันในบ้านหากแพ้ขนสัตว์ก็จะทำให้อาการกำเริบมากขึ้น หรือการนอนนานๆ ในฤดูหนาวซึ่งมืดเร็วและสว่างช้า ก็เพิ่มโอกาสที่จะทำให้แพ้ตัวไรฝุ่นตามที่นอน หมอน ผ้าห่มได้มากขึ้น ดังนั้นควรระมัดระวังสิ่งกระตุ้นเหล่านี้และรักษาร่างกายให้แข็งแรงเข้าไว้

 

          8.พยายามรักษาร่างกายให้อบอุ่นในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง ใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่นเหมาะกับฤดูกาล หากอยู่ในที่ที่หนาวมากควรสวมหมวก เพื่อลดการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย

 

          9.การอาบน้ำหลังจากตื่นนอนอาจไม่จำเป็นต้องฟอกสบู่หรือฟอกเพียงบางจุด หรือหากอยู่ในที่ที่อากาศหนาวมากๆอาจไม่จำเป็นต้องอาบน้ำวันละสองครั้งตามปกติ และไม่ควรอาบน้ำนานๆ

 

          10.ไม่ควรอาบน้ำอุ่นจัดจนเกินไป โดยเฉพาะการล้างหน้า เพราะน้ำอุ่นจะทำให้ความชุ่มชื้นของผิวหายไป นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีฟองมากๆ เพราะจะดึงความชุ่มชื้นไปจากผิว และไม่ควรเช็ดถูผิวแรงๆ เพราะจะยิ่งทำให้ผิวลอกมากขึ้น

 

          11.ทาโลชั่นบำรุงผิวหลังอาบน้ำขณะที่ตัวยังหมาดๆจะช่วยป้องกันผิวแห้ง แตก ลอก ในฤดูหนาวได้ และควรทาให้ทั่วร่างกาย ไม่ใช่เฉพาะแขนกับขาเท่านั้น รวมทั้งส่วนที่เรามักไม่ใส่ใจ เช่น เท้า การทาโลชั่นและสวมถุงเท้านอน จะช่วยให้เท้าเนียนนุ่มชุ่มชื้น ลดปัญหาส้นเท้าแตกได้อีกด้วย

 

          ส่วนมือที่แห้งและแตก ก็ควรหมั่นทาครีม หรือโลชั่น เช่นกัน นอกจากจะช่วยให้ความชุ่มชื้นแล้วยังช่วยให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นด้วย สำหรับใครที่มือแห้งมากๆ ลองนวดด้วยน้ำมันมะกอกทิ้งไว้สักพัก ล้างออกด้วยน้ำสบู่ แล้วนวดด้วยครีมทามืออีกครั้ง ไม่ช้าริ้วรอยแห้งแตกก็จะหายไป ส่วนผู้ที่ต้องใช้มือทำงานสัมผัสน้ำอยู่ตลอดเวลา เช่น ล้างจาน ซักผ้า ช่วงหน้าหนาวจะยิ่งรู้สึกแสบมือมาก อาจมีอาการบวมแดงและแตกได้ ควรป้องกันด้วยการสวมถุงมือยางกันน้ำ

 

          12.ริมฝีปากที่แห้งแตกก็ควรได้รับการบำรุงและปกป้องเช่นกัน สมัยนี้มีลิปมัน ลิปบาล์ม ให้เลือกใช้มากมาย รวมทั้งชนิด For Men ของคุณผู้ชายด้วย สำหรับผู้ชายที่รู้สึกเขินเวลาใช้ลิปแท่ง อาจเลือกซื้อชนิดตลับไว้พกติดตัวก็ได้ ที่สำคัญ ไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อยๆ เพราะจะยิ่งทำให้ปากแห้งแตกมากขึ้น

 

          13.ในช่วงหน้าหนาวไม่จำเป็นต้องสระผมบ่อยๆ เช่นกัน และใช้แชมพูในปริมาณน้อยๆ ก็เพียงพอแล้ว เพราะจะทำให้เส้นผมแห้งแตกปลายได้ง่าย และยังทำให้หนังศีรษะแห้งเกินไปจนเกิดรังแคได้อีกด้วย สำหรับผมที่แห้งมาก การเลือกใช้แชมพูและครีมนวดผมที่เหมาะสำหรับผมแห้งจะช่วยได้ หลังการสระผมอาจใช้น้ำมันบำรุงเส้นผมทาเคลือบที่ปลายผมบางๆ เพื่อลดไฟฟ้าสถิต ช่วยให้ผมไม่ฟู

 

          14.บำรุงร่างกายภายนอกกันแล้ว ก็อย่าลืมบำรุงร่างกายให้ชุ่มชื้นจากภายในด้วย โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน โดยเฉพาะน้ำอุ่นซึ่งจะช่วยให้ร่างกายของคุณอุ่นขึ้น นอกจากนี้ควรรับประทานผักผลไม้สดให้มากด้วย เพื่อให้ร่างกายชุ่มชื้นจากภายใน

 

          15.การเลือกซื้อเสื้อกันหนาวก็สำคัญค่ะ บางคนเลือกซื้อเสื้อกันหนาวมือสอง เนื่องจากมีราคาถูก แต่ก็อาจนำเชื้อโรคต่างๆ ติดมาด้วย ควรเลือกให้ดี อย่าให้มีรอยด่างดำและรอยคราบสารคัดหลั่งต่างๆ หรือกลิ่นอับชื้นติดอยู่ เพราะอาจทำให้ติดเชื้อโรคได้ เช่น โรคผิวหนัง โรคติดเชื้อ เชื้อรา หรือโรคทางเดินหายใจต่างๆ ก่อนนำไปสวมใส่ควรต้มในน้ำเดือด และซักให้สะอาด แล้วนำไปผึ่งแดดให้แห้งสนิท

 

          แม้แต่เสื้อกันหนาวใหม่ๆ ก็ควรนำไปซักแล้วตากแดดก่อนนำไปสวมใส่เช่นกัน เพราะในเนื้อผ้าอาจมีสารเคมีที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังหรือโรคทางเดินหายใจต่างๆ ได้เช่นกัน

          
          15เคล็ดลับดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาวทั้งหมดที่กล่าวมา คงจะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง พร้อมรับลมหนาวที่กำลังมาเยือน

 ที่มา: หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ
ออฟไลน์arocha
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 1*  โพสต์เมื่อ: 2009-11-19
ความอบอุ่นในหน้าหนาว ป้องกันก่อนความเจ็บป่วยจะมาถึงควรดูแลเด็กอายุตำกว่า 1 ขวบเป็นพิเศษ




 

           ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ แต่พอถึงช่วงเปลี่ยนฤดูทีไร ก็มีโรคเข้ามารุมเร้าทุกที หลายๆคนคงประสบปัญหาเช่นนี้ โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวการดูแลสุขภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง การมองข้ามปัญหาสุขภาพเพียงเล็กน้อยอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้  

             

            น.พ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เมื่อสภาพอากาศเริ่มหนาวเย็น ประชาชนควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย ประเภทแป้งและไขมัน เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว เนื้อสัตว์ติดมัน ซึ่งจะช่วยสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย เพราะเมื่ออากาศเริ่มเย็นอาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน และเกิดการเจ็บป่วยง่าย โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ หอบหืด หรือหลอดลมอักเสบ รวมถึงปอดบวมด้วย

 

            โดยอาการเบื้องต้นคอจะแห้ง เจ็บคอ เพราะฤดูหนาวอากาศแห้ง ฝุ่นละอองมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง เนื่องจากร่างกายมีภูมิต้านทานโรคต่ำ จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หากสวมเสื้อผ้าให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายไม่เพียงพอ  อาจจะมีผลทำให้ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี เนื่องจากความเย็นจะทำให้เลือดมีความหนืด หัวใจต้องทำงานสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายหนักขึ้น ทำให้ช็อกและเสียชีวิตได้

 

            และที่น่าห่วง....คือเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ที่อยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอากาศหนาวเย็นกว่าภาคอื่นๆ จะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตสูงที่สุด เนื่องจากศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายของเด็กยังทำงานไม่เต็มที่ อุณหภูมิร่างกายของเด็กจึงเปลี่ยนแปลงได้ง่ายตามสภาพอากาศ โดยในปีที่ผ่านมีรายงานเสียชีวิตแล้ว 1 ราย

 

            ซึ่งน.พ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสวุพลา อธิดีกรมอนามัย ได้ กล่าวว่า ทารกอยู่วัยที่ต้องให้การดูแลเป็นพิเศษจากพ่อ แม่ ผู้ปกครอง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว เพราะเด็กในวัยทารกไม่สามารถพูดความรู้สึก หรือบอกความผิดปกติของตนเองได้ ควรสวมใส่เสื้อผ้าหนาๆให้เด็ก ใส่ถุงเท้า หมวกไหมพรม รวมไปถึงเวลานอนต้องห่มผ้าให้หนามากกว่าปกติเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา

 

            และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการนอนใกล้หน้าต่างหรือประตูที่มีลมหนาวโกรก แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรนำเด็กไปอยู่ในบริเวณที่มีการก่อไฟเพื่อให้ความอบอุ่น เพราะควันไฟจะระคายเคืองเยื่อบุทางเดินหายใจของเด็ก ทำให้ป่วยได้ง่าย

 

            นอกจากนี้ น.พ.สมศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย ได้ออกมาเปิดเผยว่า ความเปียกชื้นโดยเฉพาะการอาบน้ำหรือชำระล้างตัวเด็กก็เป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องเช่นกันโดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเย็น จึงต้องใช้น้ำอุ่น ๆ และอาบน้ำในบริเวณที่ไม่มีลมโกรก และต้องเลือกเวลาที่อากาศไม่เย็นมาก เช่น ตอนบ่าย ในส่วนของเด็กเล็กให้หมั่นเปลี่ยนผ้าอ้อม เมื่อเด็กปัสสาวะ หรืออุจจาระเปียกแฉะ

 

            นอกจากนี้ การกินนมแม่ในเด็กทารก นอกจากเด็กจะได้รับภูมิต้านทานโรคจากนมแม่แล้ว การโอบกอดของแม่ ขณะที่ลูกกินนม ยังสามารถสร้างความอบอุ่นให้แก่เด็กด้วย

           

            อย่างไรก็ตามวิธีการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่ดีที่สุด นั่นคือการออกกำลังกาย ซึ่งควรทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที เพราะนอกจากสุขภาพจะดีแล้ว ยังทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วย วัฏจักรแห่งชีวิตตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่ง เติบโต ไม่มีใครที่ไม่เคยข้องเกี่ยวกับความเจ็บป่วย แต่ใครเล่าที่จะป้องกัน ดูแล และรักษาตนเองให้พ้นจากการเจ็บป่วยได้มากที่สุด หนาวนี้คุณดูแลสุขภาพตัวเองแล้วหรือยัง?

 

 
 

เรื่องโดย : กรรณิการ์ เอมแสง

               Team content www.thaihealth.or.th

ออฟไลน์arocha
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 2*  โพสต์เมื่อ: 2009-11-19
หลากวิธีต้านลมหนาวอย่างมั่นใจ   ไม่ยากอย่างที่คิด
 

          รท.พญ. นิจวิภา เพชรรุ่ง หรือ หมอโน้ต กล่าวถึงการดูแลผิวพรรณว่าไม่ยากอย่างที่คิด  ก็คือคุณต้องดูแลรักษาผิวหน้า  รักษาความชุ่มชื้นของผิวด้วยมอยเจอไรเซอร์ การบำรุงเฉพาะที่บริเวณบนใบหน้า ควรที่จะเริ่มต้นที่การบำรุงรอบดวงตาก่อน เพราะเป็นจุดที่อ่อนโยนและบอบบาง  ถ้าเราใช้ครีมอย่างอื่นก่อนก็อาจจะมีส่วนของเนื้อครีมที่ตกค้างอยู่ที่นิ้วมือมาผสมกับครีมบำรุงรอบดวงตา ก็จะทำให้เนื้อครีมบำรุงนั้นเสื่อมสภาพไปได้"

 

          ส่วนการใช้ครีมบำรุงผิว หมอโน้ตบอกว่า ควรเลือกชนิดของครีมให้เหมาะกับสภาพของผิวหน้าที่แท้จริง และควรจะเลือกใช้ครีมให้เหมาะสมกับช่วงเวลาคือ ใช้เดย์ครีมสำหรับกลางวัน และไนท์ครีมสำหรับช่วงค่ำตั้งแต่19.00 น.เป็นต้นไป ที่สำคัญที่สุดให้พึงระลึกไว้เสมอว่า ครีมบำรุงที่ดีที่สุดก็ไม่สามารถช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับคุณได้ ถ้าการพักผ่อนของคุณนั้นไม่เพียงพอ ดังนั้น การพักผ่อนอย่างเต็มที่ก็เป็นเครื่องมือที่สำคัญอันดับต้นของผิวพรรณเลยทีเดียว

 

          "2.การดูแลรักษาผิวกาย มีไม่น้อยที่คุณผู้หญิง-ชาย มักจะละเลย ด้วยเพราะชินกับสภาพอากาศที่ร้อนของบ้านเรา การทาครีมบำรุงจึงถูกจำกัดให้ใช้ในเฉพาะช่วงหน้าหนาว เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ละเลยผิวของคุณก็จะเป็นขุย ทั้งแห้ง บางรายออกอาการหนักถึงขั้นขึ้นลายงากันเลยทีเดียว"

อาการแบบนี้ หมอโน้ต แนะนำว่า ครีมบำรุงร่างกายมีความจำเป็นไม่แพ้ใบหน้า    ยิ่งหน้าหนาวต้องบอกว่าจำเป็นที่สุด 

 

          วิธีง่ายแสนง่าย ที่ทำได้เลยทันทีก็คือ ให้นำออยใสชโลมให้ทั่วหลังอาบน้ำ แล้วใช้เช็ดตัวเพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้คงความชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี  ที่สำคัญตรงช่วงรอยต่อของข้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหัวเข่า ข้อศอก บริเวณมือ ฯลฯ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ๆ ต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพราะแห้งง่าย และมักจะด้านแห้งพิเศษ  ควรมีครีมเฉพาะ [Hand Cream] ที่มีความเข้มข้นพิเศษ พกติดตัวไว้ ก็จะเป็นผู้ช่วยประจำวันได้เป็นอย่างดี

 

          ทั้งนี้การดูแลที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น  เราต้องดูแลเพิ่มขึ้นไปอีก เช่น การเลือกรับประทานอาหารในแต่ละวันก็จะเป็นดัชนีบ่งชี้ได้ว่าคุณภาพผิวของคุณได้  ดังนั้นการบำรุงภายในร่างกายก็จะขึ้นอยู่กับการเลือกรับประทานแต่ละวันที่มีผักและผลไม้ในปริมาณที่มากพอ  ก็อาจเลือกรับประทานวิตามินอีเสริมเข้าไปอีก ก็จะเป็นผู้ช่วยที่ดีเพิ่มขึ้นได้  ส่วนครีมบำรุงผิวหมออยากเปรียบให้เป็น คือเสื้อผ้าอาภรณ์ชั้นดีที่คอยป้องกันผิวหน้าจากแสงแดด สวยลม รวมถึงฝุ่นละอองต่างๆ นั่นเอง

 

           “ สำหรับหน้าหนาว  บางครั้งเราอาจรู้สึกได้ถึงความเย็นสบายไม่ร้อนเท่าที่ควรเมื่อตอนออกแดด  ตรงนี้ต้องขอย้ำเตือนว่า แสงแดดในฤดูหนาวเย็นที่ให้ความรู้สึกร้อนน้อยกว่าทุกฤดูเพราะอุณหภูมิต่ำนั้น ความเข้มข้นของแสงอุลตราไวโอเลตก็จะมีเท่าเดิม  ดังนั้นจึงประมาทไม่ได้ ดังนั้น ควรเลือกใช้มอยเจอไรเซอร์ หรือครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไป จะสามารถช่วยลดความแห้งกร้านของผิวได้ ”  “รท.พญ. นิจวิภา เพชรรุ่ง กล่าวสรุป

 

 
 

ที่มา/ภาพ: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ออฟไลน์arocha
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 3*  โพสต์เมื่อ: 2009-11-19
เตือน 6 โรคที่มากับภัยหนาว แนะปชช.ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง

 



          "วิทยา" เตือนประชาชนระวัง 6 โรคที่มาพร้อมกับภัยหนาว เผยช่วงฤดูหนาว 4 เดือนปีที่ผ่านมา มีประชาชนป่วยด้วย 6 โรคฤดูหนาว ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม หัด หัดเยอรมัน สุกใสและอุจจาระร่วง รวมกว่า 500,000 ราย ร้อยละ 83 เป็นโรคอุจจาระร่วง รองลงมาคือปอดบวม เสียชีวิตรวม 353 ราย แนะประชาชนดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ออกกำลังกาย ล้างมือ หากเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรคาดหน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจาย

 

          นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลนี้ หากร่างกายปรับสภาพไม่ทันก็อาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ โรคที่เกิดขึ้นในฤดูหนาวมักจะเกิดกับเด็กและผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม หัด หัดเยอรมัน สุกใส และอุจจาระร่วง สาเหตุส่วนใหญ่จะเป็นเชื้อไวรัสซึ่งชอบอากาศหนาวเย็น กระทรวงสาธารณสุขห่วงใยในสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ จึงขอให้ระมัดระวังดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ จะสามารถป้องกันโรคได้ทุกชนิด และได้ให้กรมควบคุมโรคออกประกาศการป้องกันโรคในฤดูหนาว เพื่อให้สำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัดประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชนในวงกว้าง ในการปฏิบัติตัวไม่ให้เจ็บป่วยดังกล่าว

 

          ด้านนพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ฤดูหนาว ในปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551- กุมภาพันธ์ 2552 มีผู้ป่วยจากโรคฤดูหนาว 6 โรครวมกันทั่วประเทศ 545,980 ราย เสียชีวิต 353 ราย มากที่สุดร้อยละ 83 เป็นโรคอุจจาระร่วง 455,010 ราย เสียชีวิต 32 ราย รองลงมาคือปอดบวมป่วย 43,247 ราย เสียชีวิต 321 ราย อีก 4 โรคไม่มีผู้เสียชีวิต ได้แก่ โรคสุกใส 39,012 ราย ไข้หวัดใหญ่ 6,113 ราย โรคหัด 2,383 ราย และหัดเยอรมัน 215 ราย

 

          ด้านนพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม หัด หัดเยอรมัน สุกใส เป็นโรคที่ติดต่อกันได้ทางการไอจาม โดยเชื้อโรคจะอยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และอาจติดจากการใช้ภาชนะ และสิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น โดยโรคไข้หวัดใหญ่ อาการจะเริ่มด้วยการมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ไอ เมื่อเริ่มมีอาการ ควรนอนพักผ่อนให้มากๆ ดื่มน้ำบ่อยๆ ถ้าตัวร้อนมากควรใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัว หรือกินยาลดไข้ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 2-7 วัน แต่หากมีอาการไอมากขึ้นหรือมีไข้สูงนานเกิน 2 วันควรไปพบแพทย์ โดยเฉพาะเด็กเล็กหากหายใจเร็ว หอบ หรือหายใจแรง จนชายโครงบุ๋ม หรือหายใจมีเสียงดัง เพราะอาจเกิดโรคแทรกซ้อนที่สำคัญคือ โรคปอดบวม ซึ่งมีความรุนแรง ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เนื่องจากเป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากที่สุดในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อย เด็กขาดสารอาหาร เด็กที่มีความพิการแต่กำเนิด เช่นโรคหัวใจ

 

          นพ.มานิต กล่าวต่อว่า โรคหัดมักเกิดในเด็กโตและวัยรุ่น ระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวต่อฤดูร้อน หรือช่วงที่เด็กทำกิจกรรมร่วมกัน เช่นการรับน้อง อาการจะเริ่มจากมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง หลังมีไข้ประมาณ 4 วันจะมีผื่นขึ้น ไข้จะลดลงเมื่อผื่นกระจายทั่วตัว เด็กที่ป่วยเป็นหัด ให้แยกออกจากเด็กอื่นๆ ประมาณ 1 สัปดาห์ โดยผื่นจะจางหายไปภายใน 2 สัปดาห์ หากเกิดในเด็กที่เป็นโรคขาดสารอาหารจะมีอาการรุนแรง มีโรคแทรกซ้อน เช่นปอดอักเสบ ช่องหูอักเสบ สมองอักเสบได้

 

          โรคหัดเยอรมันเป็นได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กเล็ก มีอาการไข้ ออกผื่นคล้ายโรคหัด บางรายอาจไม่มีผื่นขึ้น หากเป็นหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ ดังนั้นควรพบแพทย์และหยุดงานหรือหยุดเรียนประมาณ 1 สัปดาห์ ขณะนี้สถานบริการสาธารณสุขของรัฐมีบริการฉีดวัคซีนหัดให้เด็กอายุ 9-12 เดือนและวัคซีนรวม ป้องกันได้ 3 โรค ทั้งโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม ให้กับเด็กอายุ 4 - 6 ปี จะมีภูมิต้านทานโรคตลอดชีวิต

 

          ส่วนโรคสุกใส มักจะเกิดในเด็ก เมื่อเป็นโรคนี้แล้วจะมีภูมิต้านทานโรคตลอดชีวิต อาการจะเริ่มด้วยไข้ต่ำๆ ต่อมาจะมีผื่นขึ้นที่หนังศีรษะ หน้า ตามตัว โดยเริ่มเป็นผื่นแดง ตุ่มนูน แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มพองใสหลังมีไข้ 2-3 วัน จากนั้นตุ่มจะเป็นหนอง และแห้งตกสะเก็ด และหลุดออกเองประมาณ 5 - 20 วัน เด็กนักเรียนที่ป่วยควรหยุดเรียนประมาณ 1 สัปดาห์ เด็กเล็กที่ป่วยควรตัดเล็บให้สั้น เพื่อป้องกันการอักเสบจากการเกาที่ผื่น

 

          นพ.มานิตกล่าวอีกว่า สำหรับโรคอุจจาระร่วงในฤดูหนาว มักจะเกิดขึ้นกับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ติดต่อโดยการดื่มน้ำหรือกินอาหารที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนเข้าไป เด็กจะถ่ายอุจจาระเป็นน้ำหรือถ่ายเหลวบ่อยครั้ง อาการแรกเริ่มอาจคล้ายไข้หวัดก่อนถ่ายเหลว โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรง แต่เด็กบางคนอาจขาดน้ำรุนแรง ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากเด็กที่ป่วยจะมีน้ำหนักลดลง การเจริญเติบโตหยุดชะงักไปพักหนึ่ง

 

          ทั้งนี้ หากมีเด็กในบ้านถ่ายเหลว ควรให้อาหารเหลวบ่อยๆ เช่น น้ำข้าวต้ม น้ำแกงจืด ให้ดื่มนมแม่ สำหรับเด็กที่ดื่มนมผสม ควรผสมนมให้เจือจางลงครึ่งหนึ่งจนกว่าอาการจะดีขึ้น หากยังถ่ายบ่อย ให้ผสมสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ให้ดื่มบ่อยๆ อาการจะกลับเป็นปกติภายใน 2-7 วัน หากรักษาเองที่บ้านแล้วอาการไม่ดีขึ้นต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที

 

          สำหรับการป้องกันโรคอุจจาระร่วงในเด็กเล็ก ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งสะอาด ปลอดภัย เด็กมีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคต่างๆ ได้ดี ผู้ที่ดูแลเด็กต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนเตรียมอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ ให้เด็กกินอาหารที่สุกใหม่ๆ และดื่มน้ำต้มสุก โดยให้เด็กที่ป่วยถ่ายอุจจาระลงในภาชนะที่รองรับมิดชิด แล้วนำไปกำจัดในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจาย

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการออนไลน์
ออฟไลน์arocha
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 4*  โพสต์เมื่อ: 2009-11-19
หมอแนะวิธีต้านภัยหนาว ด้วยภูมิปัญญาไทย สมุนไพรแก้เจ็บคอ-มีเสมหะ-น้ำมันงาทาผิวแห้ง

 





          นพ.นรา นาควัฒนานุกูล อธิบดีกรมการพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะนำการดูแลสุขภาพด้วยหลักการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในช่วงหน้าหนาวปีนี้ว่าตามหลักทฤษฎีการแพทย์แผนไทย เรามีธาตุเป็นองค์ประกอบของร่างกาย 4 ธาตุ ได้แก่ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ

 

          โดยการเจ็บป่วยในแต่ละช่วงฤดูกาล จะขึ้นอยู่กับการเสียสมดุลของธาตุนั้นๆ การเจ็บป่วยในฤดูหนาวมักเกี่ยวข้องกับธาตุน้ำในร่างกายเสียสมดุล ร่างกายจะแสดงอาการที่พบบ่อยคือ มีเสมหะ เจ็บคอ แสบคอ เป็นต้น อาการดังกล่าวคือกลุ่มอาการของโรคระบบทางเดินหายใจ

 

          สำหรับฤดูหนาวกลุ่มคนที่น่าเป็นห่วงอีกกลุ่ม คือ คนที่มีโรคประจำตัวคือโรคหอบหืด มีโอกาสถูกกระตุ้นให้แสดงอาการของโรคได้เร็วและรุนแรงขึ้นกว่าฤดูอื่น ดังนั้น วิธีการดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาวทางการแพทย์แผนไทย สามารถใช้ทฤษฎีเรื่องของอาหารปรับสมดุลของธาตุน้ำได้

 

          ใช้รสชาติของอาหารป้องกันภาวะการเจ็บป่วย ช่วยให้ธาตุทั้งสี่ในร่างกายสมดุล แนะนำให้บริโภคอาหารรสเปรี้ยว ขม มากกว่ารสอื่นๆ เช่น อาหารประเภทต้มยำ ยำต่างๆ น้ำพริกมีรสเปรี้ยว ผักจิ้มเครื่องเคียงที่มีรสเปรี้ยว รสขม เช่น ยอดมะกอก ช่อมะม่วง ยอดติ้วยอดแต้ว ผักเม็ด มะระ สะเดา แกงขี้เหล็ก เป็นต้น

 

          สรรพคุณของรสเปรี้ยวจะช่วยในการขับเสมหะ บำรุงเสมหะ ส่วนรสขมจะช่วยบำรุงน้ำดีทำให้เจริญอาหาร นอกจากนี้อาหารที่มีรสเผ็ดร้อนจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่น กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยให้เสมหะถูกขับออกได้ง่าย เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบกะเพรา พริก เป็นต้น

 

          อาหารที่บำรุงธาตุน้ำดังกล่าวหากรู้หลักและเข้าใจเกี่ยวกับการบริโภคตามธาตุร่างกายจะสดชื่นแข็งแรงมีภูมิต้านทานโรคในช่วงฤดูหนาวนี้ได้

 

          นพ.นรากล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ปัญหาผิวแห้งนั้นถือว่าเป็นปัญหาที่ก่อความรำคาญแก่ทุกเพศทุกวัยไม่เฉพาะกลุ่มสตรีเท่านั้น เพราะเมื่อผิวแห้งมากจะรู้สึกคัน รำคาญ ยิ่งหนาวมากๆ บางคนจะแสบร้อนและคัน หากดูแลไม่ดีอาจเกิดแผลอักเสบจากการเกาจนเลือดออก และมีสิ่งสกปรกเข้าแผลเกิดติดเชื้ออักเสบ

 

          ขอแนะนำให้ใช้น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา น้ำมันมะกอก ทาผิว เนื่องจากเป็นสารจากธรรมชาติอุดมด้วยวิตามินอี มีสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะน้ำมันงาและน้ำมันมะพร้าว ถือว่าเป็นพระเอกของตลาดความงามผิวพรรณ

 

          กรณีผิวแห้งมากๆ แนะนำน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นได้นาน น้ำมันมะพร้าวช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง ป้องกันมะเร็งผิวหนังจากแสงแดดได้ สมานแผลได้ดีเมื่อเข้าสูตรตำรับกับสมุนไพรแก้ปวด

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด200 ตัวอักษร
 
ถอยกลับ ถัดไป