ขยายหน้าจอ
  • 1969เข้าชม
  • 1ตอบกลับ

แล้วความลับก็ถูกเปิดเผย [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์hedlom
 
เฉพาะโพสต์แรก ลำดับปกติ 0*  โพสต์เมื่อ: 2010-06-02


ทันตแพทย์สม สุจีรา คุณหมอหนุ่มผู้นี้ คือนักเขียนมือทอง เจ้าของผลงานเบสต์เซลเลอร์ยอดฮิต ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น และ เดอะท็อปซีเคร็ต หนังสือธรรมะแนวใหม่ ที่นำเอาธรรมะจิตวิทยา และวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัวที่สุด จนทำให้ยอดขายทะลุหลักแสน กลายเป็นทอล์ค ออฟเดอะทาวน์ของคนทั้งประเทศในเวลาอันรวดเร็ว
 

แววนักเขียนของคุณหมอเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไรคะ

จุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือของผมมาจากการเขียนไดอะรี่ ผมเริ่มเขีนตอนเรียนอยู่ ม.ต้น บางทีตอนพักเที่ยงผมก็หลบเพื่อนๆ มานั่งเขียน เขียนเสร็จแล้วทิ้งไปเลยก็มี เพราะไม่อยากให้คนอื่นเห็นเดี๋ยวเขาล้อ ผมจะบันทึกความรู้สึกดีใจหรือเสียใจลงในไดอะรี่ โดยไม่ต้องมานั่งสมาธิ ภาวนาโกรธหนอๆ เสียใจหนอๆ ผมแนะนำว่าคนที่คิดอยากจะปฏิบัติธรรมโดยการจับความรู้สึกตัวเอง ให้หัดเขียนไดอะรี่ จะช่วยได้มาก
ที่มาเป็นนักเขียน ผมคิดว่ามากนิสัยที่ชอบอ่านและชอบจับความรู้สึกของคนเขียน คือคนที่เป็นนักอ่าน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเขียน แต่คนที่เป็นนักเขียนต้องพยายามอ่านและจับความรู้สึกให้ได้ ตอนเด็กๆ ผมชอบอ่านนิทาน ตอน ป.5 ป.6 อ่านเรื่องลึกลับเรื่องผี เรื่องจานบิน เรื่องสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เพราะผมชอบวิทยาศาสตร์เลยชอบอ่านเรื่องแนวนี้ โตขึ้นมาหน่อยก็ชอบอ่านเรื่องสั้น อย่างเรื่อง “มอม” เรื่องสั้นของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นี่เป็นเรื่องสั้นในดวงใจผมเลยทีเดียว ท่านบอกว่าขณะเขียนต้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นสุนัข ภายหลังมาเป็นนักเขียนเอง ผมจึงเข้าใจว่างานเขียนที่ดีต้องออกมาจากวิญญาณ
 
หนังสือในดวงใจที่เป็นแรงบันดาลใจคือเรื่องอะไรคะ
หนังสือ พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ ของท่านอาจารย์ประยุทธิ์ ปยุตฺโต เมื่อก่อนคนที่จะเชื่อมสองศาสตร์นี้เข้าด้วยกันไม่ค่อยมี แต่ท่านปยุตฺโตเชื่อมวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนาได้ชัดมาก ท่านปูพื้นไว้แล้วผมมาเชื่อมต่อได้เลย เพราะผมมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว หนังสือที่ผมเขียนตั้งแต่เล่มแรกๆ คือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น, ทวาร 6 และเกิดเพราะกรรมหรือความซวย มีต้นกำเนิดมาจากหนังสือเล่มนี้
 
หนังสือเรื่อง " ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น " ของคุณหมอทำไมชื่อจึงคล้ายกับหนังสือ
" ไอน์สไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ " ของพระอาจารย์ศุภวรรณ กรีน

บังเอิญตรงกัน เดิมตั้งชื่อไว้เหมือนกันด้วย แต่หนังสือไอน์สไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ ของอาจารย์ศุภวรรณออกมาก่อนประมาณ 6 เดือน เราเลยต้องเปลี่ยนชื่อ ตอนแรกๆหนังสือผมขายไม่ค่อยได้ เพราะคนคิดว่าผมเลียนแบบ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ ถ้าอ่านเนื้อหาจะรู้ว่าไม่เหมือนกัน หนังสือเล่มนี้ทางสำนักพิมพ์ไม่ได้โปรโมทอะไรเป็นพิเศษเลย แต่หลังจากหนังสือขายแล้วประมาณ 3 เดือน ถึงได้มีการพิมพ์เพิ่ม ขายได้เป็นแสนเล่ม นับว่ากระแสบอกต่อรุนแรงมาก
 
ถ้ามีโอกาสได้พบไอน์สไตน์ คุณหมอจะถามอะไรเขาคะ
จะถามว่าทำไมจึงบอกว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งจักรวาล ทำไมไม่เป็นศาสนาแห่งโลก แต่ผมตีความหมายเองวา ความจริงแท้ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ เป็นความจริงแท้ในระดับจักรวาล ไม่ใช่แค่ระดับโลก ระดับโลกนั้นเล็กเกินไป ที่ไอน์สไตน์บอกว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งจักรวาล ผมว่าเขาคงรู้อะไรที่เรายังไม่รู้ แล้วเขาพบว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนเหมือนที่เขารู้
 
แล้วถ้าสมมุติว่าคุณหมอมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าล่ะคะคุณหมอจะถามอะไร
(นิ่งไปพักหนึ่ง) ยากนะ จริงๆ ถ้าอยากเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เราปฏิบัติตามคำสอนของท่านเรื่องมหาสติปัฏฐาน 4 แล้วจะรู้สึกเหมือนที่ท่านรู้สึก พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราผมอ่านพระไตรปิฎกมีหลายคำถามที่ท่านไม่ตอบ เหตุผลคือตอบไปแล้วทำให้เกิดกิเลส เช่น ถามว่าตายแล้วเกิดอีกหรือเปล่า พอตอบว่าเกิด ทำให้เราสงสัยว่าเป็นอย่างไรต่อ ทำให้เกิดกิเลสอยากรู้อยากเห็น เรื่องบางอย่างก็เป็นอจินไตย คืออธิบายไปก็ไม่เข้าใจ เพราะมันลึกเกินกว่าที่สมองของคนที่ไม่ปฏิบัติธรรมจะเข้าใจ ผมมีคำถามที่อยากถามเยอะ แต่ถ้าปฏิบัติเองถึงจุดหนึ่งก็คงจะรู้เอง อย่างที่ท่านบอก ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา
 
หนังสือเล่มล่าสุดที่เพิ่งวางแผนชื่ออะไรคะ
เดอะท็อปซีเคร็ต 2 ตอน ความลับสู่ความสำเร็จครับ เล่มนี้ผมเน้นเรื่องสติ สมาธิ สมอง อธิบายเรื่องของการฝึกสติ โดยใช้สติจับความรู้สึก เชื่อมโยงกับเรื่องของสมอง ถ้าเราฝึกสติไม่เป็น เราจะจับความรู้สึกไม่ได้ และจะไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมให้ อย่างคนคิดว่าอยากเลิกสูบบุหรี่ โดยที่คิดอย่างเดียวว่าบุหรี่ทำให้เป็นมะเร็ง แต่จับความรู้สึกตัวเองไม่ได้ ก็จะห้ามการสูบไม่อยู่ มันต้องจับความรู้สึก พอจับอยู่แล้วจะเลิกได้เลย นี่เป็นเคล็ดลับที่สำคัญมากๆ
หนังสือเล่มนี้จะเป็นการรวมศาสตร์ทุกสาขาที่สำคัญเข้าไว้ด้วยกัน ก่อนหน้านี้ยังไม่มีหนังสือเล่มไหนที่รวมแพทยศาสตร์เข้าด้วยกันในการอธิบายธรรมะ ธรรมะมีความเป็นนามธรรมสูง จึงยากสำหรับคนที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เพราะฉะนั้นการรวมหลายศาสตร์มาอธิบายจะช่วยได้มาก เล่มนี้ผมเขียนในมุมมองของปุถุชน ทำให้อ่านแล้วเข้าใจง่าย คนอ่านไม่เกิดความรู้สึกขัดแย้งในใจ ซึ่งความรู้สึกนี้ผมกลัวมาก เพราะผมเคยอ่านหนังสือธรรมะแล้วผมขัดแย้งในใจ เพราะคำอธิบายไม่เคลียร์สำหรับคนที่เรียนสายวิทย์มา แต่เล่มนี้จะเคลียร์ในเรื่องของความรู้สึก จิต สติ และสมอง หนังสือธรรมะส่วนใหญ่ไม่อธิบายเรื่องสมอง จะข้ามไปเรื่องจิตเลย ผมจึงพยายามจะอธิบายว่าจิตกับสมองเชื่อมกันยังไง ถือว่าเป็นหนังสือธรรมะเล่มแรกที่อธิบายเรื่องสมอง
 
คุณหมอมีแนวทางในการเขียนหนังสือแต่ละเล่มอย่างไรและอะไรทำให้คุณหมอมั่นใจที่จะเขียนเรื่องทำนองนี้
ผมใช้ความรู้ปริญญาโทที่เรียนจิตวิทยาและการให้คำปรึกษา ( Counselling Psychology ) ในการเขียนหนังสือ ตอบปัญหาวิชาใจตอบปัญหาวิชาชีวิตส่วนหนังสือ ตอบปัญหาวิชาโลก ผมใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งผมเรียนมาทางนี้อยู่แล้ว ผู้อ่านโดยเฉพาะคนที่เรียนสายวิทย์จะชอบ เพราะเขาอยากอ่านหนังสือธรรมะที่สามารถอธิบายโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์และมีความเป็นเหตุเป็นผลมานานแล้ว นักอ่านกลุ่มนี้เขาสนใจธรรมะ แต่เขาอ่านธรรมะล้วนๆไม่ได้ และค่อนข้างเป็นคนที่เชื่อยาก เรื่องไสยศาสตร์และเรื่องปาฏิหาริย์เขาจะไม่เชื่อเลย
ศาสตร์ทุกสาขา เวลาผมจะเขียน ต้องหาข้อมูลมากมาย เช่น สมมุติว่าจะเขียนธรมะประวัติศาสตร์ ผมก็จะหาประวัติศาสตร์มาอ่านเยอะมากๆ พออ่านเยอะก็จะสามารถอธิบายเป็นองค์รวมได้ว่าเป็นอย่างนี้ แล้วมันเชื่อมโยงกันยังไง
 
เวลาที่คุณหมอเขียนหนังสือ ต้องอาศัยบรรยากาศและอารมณ์ในการเขียนไหมคะ
ไม่เลยครับ ผมถึงได้เน้นเรื่องสติกับสมาธิมาก ถ้ามีสติจะสามารถทำงานได้ทุกสถานการณ์เลย สมมุติไปอ่านหนังสือหรือเขียนหนังสือกลางห้างที่เสียงดังพลุกพล่าน ถ้ามีสติจะทำได้และทำได้เร็ว แต่ถ้ามีสมาธิ ถึงจะทำได้ก็จริง แต่ช้า ในสมองของคนมีสติจะมีสารชนิดหนึ่งเรียกว่าโดพามีน แต่คนที่มีสมาธิจะมีสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งสารสองตัวนี้ทำให้สมองทำงานต่างกันมาก โดพามีนจะทำให้ตื่นตัวและทำงานเร็ว เกิดอะไรขึ้นเราจะคิดทัน ดังนั้นเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน ถ้ามีสติจึงช่วยได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงเน้นฝึกสติ ไม่ได้เน้นฝึกสมาธิ
 
ในบรรดางานทั้งหมดที่ทำอยู่ คุณหมอชอบทำอะไรมากที่สุด
ที่ทำตอนนี้มีเขียนหนังสือ สอนพิเศษวิชาฟิสิกส์ เคมี และมีงานบรรยายตามที่ต่างๆค่อนข้างหนักทีเดียว แต่ผมก็สนุกเพราะได้ทำอะไรที่แตกต่างจากงานประจำที่คลินิก จริงๆ ผมชอบทุกอย่างเท่าๆกัน แต่ถึงจุดหนึ่งก็คงต้องเลือก เพราะจะทำให้ดีเท่ากันทุกอย่างคงไม่ได้ ตอนแรกๆ ที่ผมยังไม่เขียนหนังสือ ผมตั้งใจจะตั้งศูนย์ทันตกรรมขนาดใหญ่ ตอนนี้ผมมีคนไข้จากทั่วโลกเลย อย่างเช่น อะแลสกา นอร์เวย์ สวีเดน อิตาลี สวิส เขาบินมาเที่ยวแล้วก็เลยมาทำฟันด้วย ผมมองว่าถ้าผมจะเอาดีทางนี้ ผมสามารถทำให้เจริญรุ่งเรืองถึงระดับนั้นได้ แต่ตอนนี้ผมเริ่มลังเลแล้ว เพราะว่างานเผยแผ่ธรรมะก็ดีนะ ช่วยคนได้เยอะ เทียบกับอาชีพหมอฟันแล้ว หมอฟันทำประโยชน์ได้น้อยกว่า วันหนึ่งทำฟันได้ไม่กี่คน ผมยังคิดว่าถ้าผมสอนพิเศษถึงจุดหนึ่ง ผมจะไปสอนที่โรงเรียนสัตยาไสของดร.อาจอง (ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา) แต่ผมก็ยังไม่เคยบอกท่านเลยนะ ว่าผมจะไปช่วยท่านสอน ผมอยากให้เด็กที่ดีๆ เรียนเก่งด้วยหรือไม่ก็ไปสอนเด็กที่เรียนเก่งแต่ไม่มีทุน จะได้ไม่ต้องไปเรียนกวดวิชา เป็นการปูพื้นให้เด็กๆ ที่ไม่มีโอกาสอีกหน่อยผมคงจะปิดคลินิก ถึงจะเสียดาย แต่คงต้องเลือกผมเลือก ที่จะเป็นนักเขียน เพราะการเป็นนักเขียนเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมพบอะไรดีๆมากมาย ได้เจอคนดีๆ ได้เจออะไรที่ไม่เหมือนชีวิตเก่าของผมเลย ตอนแรกผมคิดว่าแค่เขียนแล้วส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์แค่นั้น เราไม่ต้องไปทำอะไร แต่หนังสือที่ผมเขียนมันลึก คนที่อ่านหนังสือเขาสงสัย เลยทำให้มีงานบรรยายเข้ามาด้วย
 
ดูเหมือนคุณหมอมีโอกาสได้ทำงานหลากหลายมากเลยนะคะ
ใช่ครับ ตอนแรกที่เรียนทันตแพทย์ผมยังคิดว่ามันตรงกับเราหรือเปล่า เพราะเป็นงานที่แคบ ตอนที่จบทันตแพทย์แล้ว ผมยังเคยไปเป็นดีเจที่พัทยาด้วยนะ แต่ทำได้ไม่นานก็ต้องเลิก เขาเห็นว่าผมเป็นทันแพทย์และเปิดคลินิกอยู่ด้วย เขาคงเกรงใจที่ผมต้องมานั่งจัดรายการ
 
ทำไมถึงคิดไปเป็นดีเจล่ะคะ
สนุกดีครับ แต่เป็นหมอฟันดีกว่าอยู่แล้ว ตอนจบปริญญาตรีผมไปเรียนต่อปริญญาโทด้านจิตวิทยา เพื่อนหมอฟันด้วยกันก็มองว่าผมประหลาด เพราะไม่มีหมอฟันคนไหนเรียนปริญญาโทต่อทางด้านนี้ ผมใช้เวลาเรียนตั้ง 5 ปี ก็เลยดูเหมือนทำเงินหล่นหายไป 5 ปีด้วย ถึงแม้ตอนแรกผมจะยังทำฟันอยู่บ้าง แต่พอหลังๆ เรียนหนักก็เลยไม่ได้ทำ เพื่อนผมเขาคิดว่าผมเสียเวลามากกับการเรียนต่อด้านนี้ เพราะเขาไปเรียนต่อเฉพาะทางกัน เช่น เป็นหมอเด็ก หมอจัดฟัน ฝังรากเทียมฯลฯ แต่เราไม่ได้เรียน ตอนนั้นผมก็คิดหนัก ลังเลอยู่เหมือนกัน เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เหมือนสมัยที่เรียน ม.5 แล้วจะพาสชั้นเข้ามหาวิทยาลัย
 
เคยเสียใจไหมคะที่ไม่ได้เรียนทันตแพทย์ต่อ
ไม่เลยครับ ผมเรียนด้านจิตวิทยาเพราะอยากเรียน จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ผมสงสัยมากนานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เรียนโรงเรียนเตรียมอุดมฯ ตอนนั้นถ้าเข้าแพทย์ได้ ผมตั้งใจจะเรียนจิตแพทย์แต่พอดีผมสอบเทียบแล้วได้ทันตแพทย์ ก็เลยเลือกเรียนต่อทางด้านจิตวิทยาศาสตร์ ที่ผมสนใจเรื่องจิต เพราะคิดว่ามันลึกลับมาก ผมรู้สึกว่าเรียนทางทันตแพทย์พอแล้ว ถ้าไม่เรียนต่อตอนนี้ พออายุมากขึ้นก็คงไม่ได้เรียนแล้ว
 
ชีวิตในวัยเด็กเป็นอย่างไรบ้างคะ
ผมเกิดที่จันทุบรี แล้วย้ายมาอยู่ที่ระยอง คุณพ่อเป็นช่างซ่อมนาฬิหา มีร้านขายนาฬิกา และก็รับตัดแว่นตาด้วย ผมเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญตั้งแต่ ป.1 จนถึง ม.3 ทุกวันก็จะนั่งรถโรงเรียนจากบ้านไปที่โรงเรียนซึ่งอยู่ในตัวจังหวัด ประมาณ 25 กิโลเมตร ตอนที่จบ ม.3 ผมลังเลว่าจะเรียนต่อที่อัสสัมชัญคอมเมิร์สซึ่งเป็นสายธุรกิจดี หรือจะเรียน ม.4สายวิทย์-คณิตดี แต่พอสอบเข้าโรงเรียนอุดมศึกษาที่กรุงเทพฯได้ ก็เลยมาเรียนทางด้านนี้ ตอนนั้นเป็นค่านิยมที่ใครๆก็อยากเรียนที่นี่ เพราะเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียง คนเก่งๆ เท่านั้นที่จะเข้าได้ ผมโชคดีที่ได้เรียนที่นี่ เพราะถ้าอยู่โรงเรียนเดิมจะไม่เจอคนเก่ง ตอนเรียนอยู่ที่ระยอง ผมได้ที่ 1 มาตลอด ก็จะไม่เกิดการพัฒนา ช่วงที่เข้าไปเรียนใหม่ๆ สู้เด็กกรุงเทพฯยังไม่ได้ ตอนม.4 ผมจะอยู่ห้องท้ายๆ เพราะเกรดค่อนข้างต่ำ ที่เตรียมอุดมฯเขาจะแบ่งห้องเรียนตามความเก่งของเด็ก เป็นห้องคิง ควีน แจ๊ค แต่พอเรียนม.5 ผมขยับเกรดสูงขึ้น เพราะเรียนทันเพื่อนแล้ว
 
ช่วงเรียน ทำกิจกรรมอะไรบ้างไหมคะ
ตอนเรียนอยู่ที่อัสสัมชัญผมเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งตอบคำถาม ช่วงเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมฯเริ่มโตแล้ว ผมทำกิจกรรมเยอะ เป็นกรรมการนักเรียน เป็นรองประธานเชียร์ ผมสนุกที่ได้ทำกิจกรรม พอเข้าเรียนคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลผมก็ทำกิจกรรมหลายอย่าง เป็นกรรมการสภานักศึกษามหาวิทยาลัยเป็นโฆษกคณะทันตแพทย์ และเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลทีมมหาวิทยาลัย (วิทยาเขตศาลายา) ด้วย
ออฟไลน์hedlom
เฉพาะตอบกลับของผู้โพสต์ 1*  โพสต์เมื่อ: 2010-06-02


ถ้าให้นิยามตัวเอง คุณหมอคิดว่าตัวเองเป็นคนแบบไหนคะ
ผมเป็นคนที่มีแรงบันดาลใจสูง ผมว่าสำคัญนะ เพราะชีวิตคนเราจะประสบความสำเร็จได้มันขึ้นอยู่กับสามแรง คือ แรงจูงใจแรงขับ และก็แรงบันดาลใจ แต่แรงขับมันจะเป็นทุกข์ คนที่พยายามจะไปข้างหน้าด้วยแรงขับจะเกิดทุกขเวทนาสูง ส่วนแรงจูงใจจะทำให้เกิดความโลภ อย่างนักกีฬาที่ตั้งใจซ้อมเพื่อเงินรางวัล จะต่างกับนักกีฬาที่ซ้อมด้วยแรงบันดาลใจ เขาจะมีแรงจากภายในขึ้นมาช่วยมหาศาลมากเลย เพราะฉะนั้นแรงบันดาลใจจึงสำคัญมากๆ
ผมอธิบายไว้ในหนังสือ เดอะท็อปซีเคร๊ต 2 ถึงการสร้างแรงบันดาลใจว่าต้องมาจากความรู้สึก เราสามารถเปลี่ยนความรู้สึกให้เป็นแรงบันดาลใจได้ โดยต้องเชื่อมกับสมองด้วย และสมองต้องมีการเหนี่ยวนำมาจากสติ เรื่องที่ผมพูดดูเหมือนจะยาก แต่พอไปอ่านแล้วมันง่าย
 
เวลามีความทุกข์ คุณหมอมีวิธีคิดอย่างไรคะ
ใช่ครับ ผมเลิกคิด เพราะกลัวว่าพระอาจารย์จะรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ (หัวเราะ) อีกอย่างคือ ผมเกิดความศรัทธาในวิถีการปฏิบัติ การที่ท่านสามารถรู้ความคิดของผมได้ ทำให้ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว ในแง่วิทยาศาสตร์ คลื่นสมองออกมานอกศีรษะได้เพียงนิดเดียว ถ้าเราเอาเครื่องมาวัดต้องติดที่ศีรษะจึงจะรับคลื่นได้ แต่ถ้าเกินเซนต์หนึ่งจะรับคลื่นสมองไม่ค่อยได้แล้ว ดังนั้นถ้านั่งห่างกันจึงไม่มีทางที่จะรับคลื่นได้ แสดงว่าต้องมีอะไรสักอย่างที่เราไม่รู้เกี่ยวกับการนั่งสมาธิ ผมเลยอยากลองปฏิบัติอย่างจริงจัง พอมีแรงบันดาลใจ จึงเกิดความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปฏิบัติให้ได้
อีกครั้งหนึ่ง ผมไปนั่งสมาธิกับพระอาจารย์ที่วัดสามวันสามคืนก่อนกลับ ผมขอให้ท่านให้พร ปกติท่านไม่ค่อยให้พอใคร ท่านบอกว่าปฏิบัติเองแล้วก็จะได้พรเอง ผมก็ยืนยันว่าผมอยากได้พรจากท่านเพื่อเป็นกำลังใจ ท่านก็เลยท่องมนต์ พอถึงช่วง อายุ วัณโณ สุขัง พลัง ท่านเป่าพรวด ที่แปลกก็คือผมเป็นเกลื้อนอยู่ที่แขนมาเป็นเดือนแล้ว ทายาทุกชนิดก็ไม่หาย ไม่รู้เป็นอะไรตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่าเกลื้อนหาย พอกลับไปถอดเสื้อที่บ้านถึงได้รู้ ก็เฮ้ย แปลกมาก มันหายไปหมด ผมเลยคิดว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนที่เรียกว่า อภิญญา นั้นมีจริง
 
คุณหมอเชื่อเรื่องการเหาะเหินเดินอากาศไหมคะ
เรื่องนี้ผมก็เชื่อว่ามีจริง แต่วิทยาศาสตร์ยังค้นไม่พบ บางเรื่องที่เป็นปาฏิหาริย์ในสมัยก่อน แต่เดี๋ยวนี้วิทยาศาสตร์ก็ทำได้เยอะแล้วนะ การที่ไอน์สไตน์พบความลับของแสง ทำให้เรามีดิจิทัล มีบาร์โค้ด มีเลเซอร์ มันก็เหมือนปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งแล้วละ ไอน์สไตน์บอกว่า ถ้าค้นพบเกรวิตอนซึ่งคือแรงดึงดูดของโลกเมื่อไรจะมีปาฏิหาริย์ยิ่งกว่านี้อีก เกรวิตอนเป็นอนุภาคที่ดึงตัวเราไว้ แต่เรายังหาไม่เจอ ถ้าเหาเจอเมื่อไหร่ก็เหาะได้เมื่อนั้น ไอน์สไตน์ศึกษาศาสนาพุทธแล้วบอกว่า บางเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้สามารถเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ อย่างเรื่องการยึดหดของเวลา พระพุทธเจ้าก็ตรัสมาก่อนทฤษฎีสัมพัทธภาพถึงสองพันกว่าปี
 
แล้วคุณหมอเชื่อเรื่องบุญกรรมไหมคะ
เดิมผมเชื่อเรื่องกรรม ในแง่ที่ถ้าเราทำผิดก็ต้องโดนลงโทษตามกฎหมาย พอมาปฏิบัติธรรมแล้วจึงเชื่อเรื่องกรรมในทางพุทธศาสนา เมื่อก่อนผมไม่เชื่อเรื่องการเกิดใหม่ ผมคิดว่าการตายก็คือการนอนหลับแล้วไม่รู้เรื่องอะไร พอมาศึกษาพุทธศาสนาจึงรู้ว่าการเกิดใหม่ ความจำในสมองจะถูกลบหมดเลย เหลือแต่ความรู้สึกเราจะจำอะไรไม่ได้ แต่เราจะรู้สึกชอบและไม่ชอบ ซึ่งเป็นนิสัยที่ติดตัวมาข้ามภพข้ามชาติ สมมุติว่าเราไปทำอะไรใครแล้วเขาโกรธนะครับ มันจะคงอยู่ เขาจะจำไม่ได้หรอกว่าโกรธเพราะอะไร แต่เขาจะไม่ชอบเขา ไม่ถูกชะตากับเรา ซิกมุนด์ ฟรอยด์ อธิบายว่ามาจากจิตใต้สำนึก แต่จริงๆ มันมาจากภวังคจิต ในทางพุทธจิตใต้สำนึกเป็นส่วนหนึ่งของภวังคจิต
 
ในอนาคตคุณหมอคิดจะบวชไหมคะ
อาจจะไม่ถึงขนาดบวช เพราะผมยังมีกิเลสอยู่ กลัวว่าบวชแล้วยังตัดไม่ได้ มันยากนะ โลภะ โทสะ โมหะเนี่ย ผมนั่งสมาธิจับจิตตัวเอง รู้ว่ายังมีกิเลสเยอะ การกำจัดกิเลสไม่ใช่เรื่องง่ายและการบวชก็ไม่ใช่นึกจะบวชก็บวชได้เลยนะ บางคนอาจะบวชเพื่อสะเดาะห์เคราะห์หรือเพื่อจุดประสงค์อื่นๆ แต่จริงๆ การบวชควรจะเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน ดังนั้นต้องเตรียมจิตเตรียมกายให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วทิ้งทางโลกให้หมด อะไรที่ห่วงอยู่ต้องเคลียร์ให้เสร็จ การบวชขึ้นอยู่กับบุญเก่าด้วยนะ อย่างพระพุทธเจ้ากว่าท่านจะออกบวช ท่านก็ต้องพยายามตัดทุกอย่างให้ได้ ไม่ใช่นึกจะทำในชาตินั้นแล้วทำได้เลย ท่านต้องสะสมบารมี อย่างผมคิดว่าถ้าผมทำได้ต้องมีบุญเก่า ตอนนั่งสมาธิผมรู้สึกว่าผมคงมีของเก่าติดมาเยอะเหมือนกัน มีความรู้สึกบางอย่างที่มันไม่ใช่มาจากชาตินี้ แต่มาจากชาติก่อน เพราะทำให้เราเข้าใจอะไรได้เร็วกว่าปกติเหมือนคนที่เกิดมาชอบศิลปะ พอได้เรียนศิลปะก็จะเข้าใจเร็วกว่าคนที่ไม่ชอบ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะ มันสะสมอยู่ในจิต คู่แฝดยังนิสัยไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงเป็นที่จิต ไม่ใช่ดีเอ็นเอ ช่วงที่ผมปฏิบัติผมพบอะไรที่แปลกๆ หลายอย่าง ความรู้สึกนั้นยังอยู่ แต่มันหยุดอยู่แค่นั้น คือถ้าเทียบเป็นญาณก็ระดับล่างๆ เท่านั้นเอง
 
ทำไมไม่คิดจะปฏิบัติต่อล่ะคะ
มันต้องทิ้งทางโลกเลย ญาณทั้งหมดมี 16 ชั้น ผมว่ามนุษย์ปุถุชนที่ยังทำงานอยู่ไม่มีทางเกินญาณ 4 ถ้ายังทำงานอยู่ จิตไม่มี่ทางนิ่งและเมื่อปฏิบัติแล้วต้องทำทุกวันนะ ไม่ใช่ว่าเดือนนี้ไม่ทำแล้วเดือนหน้าฟิตขึ้นมา ไม่ได้ เหมือนนักกีฬาที่ฝึก 3 วันหนักๆ แล้วอีก 27 วันไม่ฝึกเลย ไม่แข่งก็แพ้ ต้องฝึกทุกวัน วันละอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ผมเคยถามพระอาจารย์ว่า เราฝึกหนัก 7 วัน แล้วเราหยุด 20 วัน แล้วมาฝึกเดือนต่อไปได้ไหม ท่านบอกว่าวันแรกที่ฝึกก็เริ่มนับหนึ่งใหม่ มันไม่ได้สะสม และถ้าจะฝึกจริงจังต้องทั้งวันเลย กินข้าวก็ไม่ได้ เสียเวลา วันละมื้อเดียวพอ ผมยังงง ขนาดผมอ่านหนังสือสอบยังไม่ถึงขนาดนั้น ท่านบอกว่าถ้าจะให้ถึงญาณระดับสูงๆ หรือถึงขั้นพระอรหันต์ ต้องหนักขนาดนั้น ผมเห็นพระบางรูปเดินจงกรมโดยไม่นอนทั้งคืน แต่ถ้าจิตท่านนิ่งท่านไม่นอนก็ได้นะ
 
คุณหมอเขียนหนังสือตอบปัญหาต่างๆ มาแล้วหลายเล่ม อยากทราบว่าเวลาที่ตัวเองมีปัญหา คุณหมอปรึกษาใครคะ
ผมแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ทั้งหมดหรอกนะ ผมเปรียบตัวเองเป็นเหมือนโค้ช คือเราบอกนักกีฬาได้ว่า วิ่งไปตรงนี้หรือตรงนั้นเป็นจุดอ่อน ไปแก้ตรงนั้นนะ แต่โค้ชลงไปเล่นเอง โค้ชแพ้ เหมือนกับผมยังเอาชนะใจตัวเองไม่ได้ ยังมีกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง บางทีผมก็โมโหเบรกแตกเยอะแยะ
แต่พอมีสติมากขึ้นก็ช่วยให้เรารู้ทัน ที่ผ่านมามีอะไรเข้ามาในชีวิตผมเยอะมาก ที่ยังอยู่ในความทรงจำ ผมเขียนไว้ในหนังสือว่า อย่าว่าคิดย้อนเอาอดีตกลับมาบาดใจ แต่บางทีก็ห้ามตัวเองไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเอาชนะใจตัวเองนี่ยากที่สุดแล้ว ถ้าเอาชนะได้ก็ชนะทุกอย่าง มีคนบอกว่าผมเขียนหนังสือเหมือนกับนิพพานแล้วเขียนอย่างกับรู้จริง ผมบอกว่าผมยังเข้าไม่ถึงหรอก แต่ผมเข้าใจว่าจะอธิบายอย่างไร เพราะก่อนที่ผมจะเขียนหนังสือเล่มหนึ่งผมต้องอ่านหนังสือมาก่อนเป็นร้อยเล่ม เช่น ผมจะเขียน ไอน์สไตน์ พบ พระพุทธเจ้าเห็น ผมต้องไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับไอน์สไตน์ที่หาได้ทั้งหมด และหนังสือธรรมะด้วย อ่านแล้วตรงไหนที่ไม่เข้าใจก็ถามพระอาจารย์ได้ เพราะท่านเข้าถึงแล้ว
 
เคล็ดลับในการเขียนหนังสือของคุณหมอคืออะไรคะ
ผมอธิบายสิ่งที่ยากให้เข้าใจง่ายๆ และก่อนที่ผมจะเขียนอะไรผมวิเคราะห์ก่อนว่าแนวไหนที่ตลาดต้องการ ไม่ใช่นึกว่าจะเขียนก็เขียนเลย ช่วงนั้นแนวเป็นธรรมะ ผมก็วิเคราะห์ต่อว่า ถ้าเป็นแนวธรรมะผมจะเขียนอย่างไร เพราะหนังสือแนวนี้ในตลาดมีเยอะมากๆ ดังนั้นของผมต้องมีจุดต่างที่ไม่เหมือนใคร ผมก็มานึกว่าผมเรียนจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์มา เพราะฉะนั้นถ้าผมสามารถเชื่อมโยงธรรมะและจิตวิทยา หรือธรรมและวิทยาศาสตร์ได้ ก็จะเป็นจุดที่ไม่เหมือนใคร ผมอธิบายไว้ในหนังสือ เดอะท็อปซีเคร๊ต 2 ว่า การวิเคราะห์สำคัญมากๆ พอเราวิเคราะห์ถึงจุดหนึ่งแล้วเรารู้สึกว่าเราทำได้ เราก็จะทำได้จริงๆ เพราะเราสร้างภาพแห่งความสำเร็จชัด บางคนวิเคราะห์อย่างเดียว แต่ไม่รู้จักสร้างให้เกิดความรู้สึก การวิเคราะห์ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ความสำเร็จเกิดจากวิธีคิด ซึ่งทุกคนสามารถทำได้
 
คุณหมอรู้สึกอย่างไรกับชื่อเสียงที่ได้มาอย่างรวดเร็วและที่บ้านว่าอย่างไรบ้างคะ
ทุกคนที่บ้านเขารู้สึกเฉยๆนะ เหมือนกับผมเรียนหนังสือแล้วสอบได้ที่ 1 ที่บ้านก็รู้สึกเฉยๆ เพราะเขาเห็นแนวโน้มอยู่แล้วว่าผมทำได้ ถึงแม้ว่าผมจะไม่มีชื่อเสียงอย่างทุกวันนี้ ผมก็อยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว คือเรียนจบทันตแพทย์ มีงานทำ และมีความสุขพอสมควร ที่ผมทำงานต่างๆ เป็นนักเขียน สอนพิเศษไปบรรยาย เพราะอยากทำเท่านั้นเอง ผมคิดว่าความรู้ที่ผมมีน่าจะได้เผยแพร่ให้คนอื่นได้อ่านด้วย ผมเขียนหนังสือด้วยแรงบันดาลใจไม่ใช่แรงจูงใจ ผมจึงมีความสุขขณะที่เขียน แล้วหลังจากนั้นจะมีอะไรตามมา ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่ถ้าเขียนด้วยแรงจูงใจ จะเกิดความอยาก จะเกิดกิเลส
ถ้าถามว่า ผมประสบความสำเร็จแล้วรู้สึกยังไง ผมรู้สึกเฉยๆ ผมคิดว่าเราต้องระวังไม่หลงและยึดติดกับความสำเร็จและชื่อเสียง ถ้าหลงก็เสร็จเลย เพราะมันเป็นมายา สักวันหนึ่งในอนาคตถ้าหากไม่ประสบความสำเร็จหรือว่าชื่อเสียงหายไป ผมก็รู้สึกเฉยๆอยู่ดี แต่ผมกลับกังวลว่าความมีชื่อเสียงจะทำให้ผมทำงานคลินิกไม่ได้ เพราะบางคนมาที่คลินิกเพื่อต้องการคุย ต้องการปรึกษา ต้องการให้ไปบรรยาย บางคนก็ต้องการมาดูว่าหมอสมเป็นใคร หน้าตายังไงเวลาไปบรรยาย ผมก็จะไม่มีเวลาทำคลินิก ผมเลยมาคิดว่าปีหน้า ผมคงจะหยุดทำคลินิกแล้ว
 
วางแผนไว้เรียบร้อยแล้วหรือคะ
วางแผนไว้แล้วครับ ว่าจะทำงานเขียนหนังสือ งานบรรยายและงานสอนหนังสือ ช่วงนี้ผมรู้สึกว่างานยังไม่ลงตัว มันสับสนมากตั้งแต่ผมเขียนหนังสือมา ยังไม่ทันครบ 2 ปีเลย ชีวิตผมเปลี่ยนเร็วมาก ตอนนี้รู้สึกว่าต้องเลือกแล้วว่าจะเดินไปทางไหน งานรักษาคนไข้เป็นงานที่ช่วยคน แต่ถึงผมไม่ทำตรงนี้ คงมีหมอคนอื่นมาช่วย ผมเลยคิดว่าผมอาจปิดคลินิกไปเลย จริงๆ การปิดคลินิกนี่เรื่องใหญ่สำหรับหมอนะครับ เพราะลงทุนมาเยอะ แต่พอถึงจุดหนึ่ง บางทีก็ต้องเลือก เป้าหมายสุดท้ายของผมคือ เปิดสำนักปฏิบัติธรรม หรืออาจจะไปร่วมบรรยายกับสำนักปฏิบัติธรรมที่ไหนสักแห่งหนึ่ง แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น ผมต้องรู้อะไรมากกว่านี้ เพื่อที่จะสอนคนอื่นได้
 
ณ วันนี้ คุณหมอคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วหรือยังคะ
ยังครับ เรื่องนี้ผมอธิบายไว้ในหนังสือ เดอะท็อปซีเคร๊ต 2 แล้วว่า การประสบความสำเร็จที่แท้จริงคืออะไร ผมเขียนไว้ครบ บทที่หนึ่ง พูดถึงเคล็ดลับความสำเร็จด้านการเขียน ผมบอกเคล็ดลับที่ทำให้เรียนเก่ง ใครอ่านและทำตามนั้นได้จะเรียนเก่งทันที เป็นเคล็ดลับที่ยังไม่มีใครรู้ หรืออาจจะรู้ แต่ไม่รู้จะอธิบายให้คนอื่นฟังอย่างไร บทที่สอง เคล็ดลับความสำเร็จด้านการงาน บทที่สาม เคล็ดลับความสำเร็จด้านธุรกิจ บทที่สี่ เคล็ดลับความสำเร็จด้านชีวิต และ บทสุดท้าย คือความสำเร็จที่แท้จริง
ผมอาจจะประสบความสำเร็จทางด้านกาเรียน การงาน ซึ่งเป็นความสำเร็จทางโลก แต่นั่นเป็นมายาซึ่งอยู่ได้ไม่นาน เราไม่ควรไปยึดติดสิ่งที่ไม่ใช่ของจริง อีกหน่อยมันก็หายไป ความสุขที่แท้จริงต่างหากเป็นจุดที่ผมต้องการ แต่ผมยังไปไม่ถึง ต้องอ่านดูแล้วจะรู้
•  แรงขับทำให้เกิดทุกข์ แรงจูงใจทำให้เกิดความโลภ แต่แรงบันดาลใจจะทำให้มีความสุข และจะนำมาซึ่งความสำเร็จ
•  ความสำเร็จเกิดจากวิธีคิดและการสร้างภาพแห่งความรู้สึกซึ่งเราทุกคนทำได้
•  อย่าหลงและยึดติดกับชื่อเสียงและความสำเร็จ เพราะสิ่งนี้คือมายา
•  ชนะใจตัวเองยากที่สุด แต่ถ้าชนะได้ก็ชนะทุกอย่าง

เรื่องโดย อุษาวดี สินธุเสน , คีย์
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด200 ตัวอักษร
 
ถอยกลับ ถัดไป