ขยายหน้าจอ
  • 1896เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

อุโมงค์นิรภัยพันธุ์พืชโลก [คัดลอกลิงค์]

ถอยกลับ ถัดไป
ออฟไลน์hedlom
 
เฉพาะโพสต์แรก ลำดับปกติ 0*  โพสต์เมื่อ: 2010-04-25
The Svalbard Global Seed Vault : อุโมงค์นิรภัยพันธุ์พืชโลก





พิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้าง"อุโมงค์โลกาวินาศ"
เมื่อต้นปี 2008 ประตูอันแข็งแกร่งแน่นหนาของ "อุโมงค์นิรภัยเมล็ดพันธุ์พืชโลกสวาลบาร์" หรือที่สื่อมวลชนตะวันตกขนานนามว่า "อุโมงค์โลกาวินาศ" ก็ได้ฤกษ์เปิดรับและเก็บตัวอย่างเมล็ดพันธุ์พืช 3 ล้านเมล็ดจากทั่วโลกเป็นทางการ เพื่อเตรียมนำออกมาใช้เพาะปลูกใหม่อีกครั้งถ้าโลกตกอยู่ในภาวะเลวร้ายอย่างที่สุดจากภัยสงครามนิวเคลียร์ เหตุดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก รวมทั้งมหันตภัยทางธรรมชาติอื่นๆ ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน !!



โครงการ "อุโมงค์นิรภัยเมล็ดพันธุ์พืชโลกสวาลบาร์" อยู่ภายใต้การดูแลของกองทุนความหลากหลายของพันธุ์พืชโลก มีนายแครี่ ฟาวเลอร์ เป็นผู้อำนวยการ และได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณก่อสร้างเพิ่มเติมจากรัฐบาลนอร์เวย์ ประมาณ 210 ล้านบาท


เกาะสวาลบาร์ (Svalbard) ประเทศนอร์เวย์ สถานที่ตั้งอุโมงค์นิรภัยฯ นั้นตั้งอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติก ห่างจากขั้วโลกเหนือ 965 กิโลเมตร

สาเหตุที่ผู้เกี่ยวข้องกับโครงการเลือกเกาะสวาลบาร์เป็นที่ก่อสร้างอุโมงค์ เพราะมีสภาพอากาศหนาวเย็นต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง เหมาะกับการเก็บรักษาสายพันธุ์พืชที่มีความจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์


ระเบิดภูเขาเพื่อขุดเจาะอุโมงค์
ตัวอุโมงค์มีขนาดความยาวราวครึ่งหนึ่งของสนามฟุตบอลมาตรฐาน สร้างโดยการระเบิดและขุดเจาะลึกเข้าไปในภูเขา ใกล้กับหมู่บ้านลองเยียร์บีเย่น ค่าใช้จ่ายในการบริหาร-ดูแลอุโมงค์ช่วง 3 ปีแรก จะอยู่ที่ปีละ 7 ล้านบาท แล้วค่อยๆ ลดลงมาเหลือ 3.5 ล้านบาทต่อปี


ล่าสุด ทางการหลายร้อยประเทศ กองทุน มูลนิธิ และบริษัทขายเมล็ดพันธุ์พืชต่าง จากทั่วโลก ได้แสดงความจำนงบริจาคเงินสมทบทุนโครงการอุโมงค์นิรภัยฯ เข้ามาแล้ว 9,100 ล้านบาท



The Svalbard Global Seed Vault
ที่มาที่สื่อขนานนามอุโมงค์สวาลบาร์ ว่า "อุโมงค์โลกาวินาศ" สืบเนื่องมาจากแนวคิดเริ่มต้นของโครงการ โดยกองทุนความหลากหลายของพันธุ์พืชโลกวิตกกังวลว่า ในอนาคตถ้าพันธุ์พืชสำคัญๆ ทั่วโลกถูกทำลายเพราะผลจากภัยสงคราม สงครามนิวเคลียร์ มหันตภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ เช่น น้ำท่วมโลกเพราะวิกฤตโลกร้อน หรือถูกดาวเคราะห์น้อยพุ่งชน

ถึงวันนั้น ถ้าพลเมืองโลกรอดตายมาได้ก็อาจไม่มีพันธุ์พืชหลงเหลือพอสำหรับมาปลูก ผลิตเป็นอาหารยังชีพต่อไป ทางแก้ไขก็คือ ก่อสร้างอุโมงค์ที่มีความแข็งแกร่งขึ้น เพื่อใช้เป็น "คลัง" เก็บสายพันธุ์พืชที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ อาทิ พืชตระกูลถั่ว มัน ข้าว กล้วย ข้าวบาร์เลย์ มะพร้าว ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด สตรอว์เบอร์รี่ ฯลฯ

หลักปฏิบัติของโครงการอุโมงค์โลกาวินาศ ถูกกำกับโดย "สนธิสัญญานานาชาติว่าด้วยทรัพยากรสายพันธุ์พืชเพื่อการผลิตอาหารและการเกษตร" ซึ่งรัฐบาล 100 กว่าประเทศทั่วโลกได้ร่วมลงนามเป็นสมาชิกเอาไว้

ขั้นตอนการเก็บรักษาตัวอย่างเมล็ดพันธุ์พืชมีระเบียบเข้มงวด

โดยประเทศหรือฝ่ายผู้บริจาคจะนำเมล็ดพันธุ์ของตนบรรจุใส่ลงใน "ซอง" และเก็บเอาไว้ใน "กล่องดำ" ซึ่งผลิตจากพลาสติกผสมอีกชั้นหนึ่ง ก่อนนำส่งเจ้าหน้าที่กองทุนฯ หลังจากนั้น กล่องจะถูกปิดผนึกและไม่มีการเปิดนำเอาตัวอย่างเมล็ดพันธุ์ออกมากระทำการใดๆ เด็ดขาด

เมล็ดพันธุ์ในกล่องดำจะนำออกมาใช้ได้ต่อเมื่อเมล็ดพันธุ์ชนิดเดียวกันหมดสิ้นไปจากโลกใบนี้ หรือ ตกอยู่ในความเสี่ยงสูญพันธุ์เพราะวิกฤตการณ์ต่างๆ

ปัจจุบัน ทั่วโลกมี "ธนาคารเก็บรักษาพันธุกรรมเมล็ดพันธุ์พืช" ประมาณ 1,400 แห่ง เก็บรักษาสายพันธุ์พืช 1.5 ล้านสายพันธุ์ โดยธนาคารพันธุ์พืชขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และจีน

ส่วนระดับองค์กรนานาชาติ มี "เครือข่ายสถาบันวิจัยการเกษตรนานาชาติ" (CGIAR) ซึ่งได้รับเงินอุดหนุนจากธนาคารโลกกับสหประชาชาติ เป็นผู้ดูแล อย่างไรก็ตาม ระบบบริหารจัดการและการรักษาความปลอดภัยของเมล็ดพันธุ์พืชของหน่วยงานเหล่านี้ยังไม่เข้มข้นพอ

จึงมีแนวคิดจัดตั้งอุโมงค์นิรภัยสวาลบาร์ขึ้นมาในที่สุด

"อุโมงค์นิรภัยเมล็ดพันธุ์พืชโลกสวาลบาร์ เปรียบได้กับนโยบายรักษาความมั่นคงด้านทรัพยากรอาหารและการเกษตรครั้งสำคัญของโลก.. ความสำเร็จของโครงการนี้จะช่วยให้เรามีรากฐานทางชีวภาพสำหรับการกสิกรรมต่อไป" ฟาวเลอร์ กล่าว

จุด A : ทางเข้า

ได้รับการติดตั้งกล้องเว็บแคมและระบบตรวจจับแรงสั่นสะเทือนเพื่อป้องกันผู้บุกรุก นอกจากนี้ ที่ตั้งของประตูทางเข้ายังอยู่ตรงข้ามกับหอควบคุมการบินของสนามบินท้องถิ่น ทำให้เจ้าหน้าที่คอยสอดส่องอุโมงค์นิรภัยได้ง่ายขึ้น


จุด B : ตัวอุโมงค์

อุโมงค์ถูกเจาะฝังตัวลึกเข้าไปในภูเขา 400 ฟุต ผลิตจากคอนกรีตและเหล็กกล้า ทางเดินข้างในจะผ่านสำนักงานและห้องเก็บเครื่องมือและสิ่งของจำเป็นต่างๆ ตรงสิ้นสุดทางเดินจะชนกับประตูแอร์ล็อก คอยปิดกั้นอากาศจากภายนอก


จุด C : จุดเก็บเมล็ดพันธุ์พืช

เมล็ดพืชจะถูกเก็บอยู่ในกล่องชนิดพิเศษและวางเรียงเป็นชั้นๆ ภายในห้องมีระบบระบายอากาศคอยควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ 0 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ -17.7 องศาเซลเซียส ช่วยให้เมล็ดพันธุ์พืชบางชนิดมีอายุอยู่ยาวนานนับร้อยปี


จุด D : กล่องเก็บเมล็ดพันธุ์

เมล็ดพืชจะบรรจุอยู่ในซองและเก็บไว้ในกล่องพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง ซองแต่ละซองจะพิมพ์บาร์โค้ดตรงกับฐานข้อมูลลักษณะทางพันธุกรรม สายพันธุ์ และรายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับเมล็ดพืชนั้นๆ ช่วยให้นักวิชาการเรียกค้นข้อมูลมาดูสะดวกขึ้น


จุด E : ซองเก็บเมล็ดพันธุ์

ซองเก็บเมล็ดพันธุ์ 1 ซอง บรรจุเมล็ดพันธุ์ 500 เมล็ด ซองเหล่านี้ผลิตจากวัสดุผสม เช่น พลาสติก, ฟอยล์, ไมลาร์ ช่วยปกป้องไม่ให้อากาศไหลออกจากถุง และป้องกันความชื้นไปในตัว

 
บทความจาก มติชน
กล่องตอบกลับด่วน
จำกัด200 ตัวอักษร
 
ถอยกลับ ถัดไป